About Priscilla

Here are my most recent posts

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกแสงจันทร์ น้ำตกลงรู เป็นที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามอย่างมาก เป็นที่ประทับใจอย่างมาก

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกแสงจันทร์ น้ำตกลงรู  ทั้งหมดนี้คือที่มาของชื่อและเสน่ห์ของน้ำตกแห่งนี้ ที่ยังคงเก็บความงามสงบประสานอย่าง กลมเกลือนของธรรมชาติ

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกแสงจันทร์ น้ำตกลงรู

น้ำตกแสงจันทร์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า น้ำตกลงรู หนึ่งเดียวในเมืองไทย ตั้งอยู่ที่ บ้านทุ่งนาเมือง ตำบลนาโพธิ์กลาง

อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ชื่อของน้ำตกเรียกได้ตามลักษณะของสายน้ำที่ตกผ่านลงรูหิน ส่วนที่มาของชื่อน้ำตกแสงจันทร์นั้น เรียกตามสายธารน้ำตก ที่ได้โปรยละอองลงมา ผ่านทางช่องหินลงมาเป็นสีขาวนวลคล้ายกับแสงจันทร์โดยเฉพาะในคืนวันเพ็ญ ที่แสงจันทร์จะสาดส่องมาตรงรูหินพอดี พร้อมกับละอองของธารน้ำตก ที่โปรย ดูเป็นประกายสีนวลมองดูแล้วอย่างสวยงามมาก ซึ่งทั้งหมดนี้คือที่มาของชื่อและเสน่ห์ของน้ำตกแห่งนี้ ที่ยังคงเก็บความงามสงบประสานอย่าง กลมเกลือนของธรรมชาติไว้ให้เป็นสิ่งที่ประทับใจอย่างมาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่ เกิดจากการกัดเซาะของสายน้ำ เมื่อมีฝนตกลงมามากๆ จึงทำให้น้ำในลำธารตามป่าเขาก็จะมีปริมาณมาก พร้อมทั้งไหลแรงและเร็วพร้อมกันนี้กระแสน้ำก็ได้พัดพาเอาก้อนกรวด ก้อนหิน จึงทำให้ไหลมารวมติดไปด้วยซึ่งก็จะมี ก้อนกรวดก้อนหินส่วนหนึ่ง ไหลเข้าไปติดในหลุมนั้น เมื่อกรวดหินไปติดในหลุมผนวกกับกระแสน้ำที่ไหลแรง ก้อนกรวดก้อนหินเหล่านั้นก็วิ่งวนอยู่ในหลุมทำให้หลุมที่ เป็นหินทรายซึ่งมีความแกร่งน้อยกว่ากรวดหิน มีการขยายตัวเป็นหลุมกว้างขึ้นเรื่อยๆ นานวันเข้าหลุมก็ได้มีการทะลุกลายเป็นรูกระแสน้ำที่ไหลลงหลุม ก็เปลี่ยนมาไหลลง กลายเป็น “น้ำตกลงรู” ในที่สุด

จากกรุงเทพฯ สู่อุบลราชธานีระยะทาง 629 กิโลเมตร คืนแรกควรพักในตัวเมืองอุบลราชธานี จากนั้นใช้เส้นทาง หมายเลข 217 เดินทาง ต่อมายังอำเภอพิบูลมัง-สาหาร ใช้เส้นทางหมายเลข 2222 มายังอำเภอโขงเจียมจาก โขงเจียมใช้ เส้นทางหมายเลข 2112 มายังผาแต้ม ระยะทางจากโขงเจียม- ผาแต้ม19 กิโลเมตร เที่ยวชม ทัศนียภาพของสายน้ำโขง ริมผาแต้มชมภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหน่วย พิทักษ์อุทยานฯ ตั้งอยู่ที่นั่น และจากผาแต้ม เดินทางต่อมายังบ้านนาโพธิ์กลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของน้ำตกสร้อยสวรรค์ น้ำตกนาโพธิ์ และ น้ำตกลงรู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกันระยะ ทางห่างจากผาแต้มราว 18 กิโลเมตร ผาหินทรายบริเวณกลุ่ม น้ำตกเหล่านี้ถูกสายน้ำ กัดกร่อนเป็นรูปทรงงดงามแปลกตา ซึ่งเส้นทางรถยนต์สามารถเข้าถึงน้ำตกได้ แต่หากจะ เดินต่อจากลานน้ำตกเข้าไปยังลานหินระยะทาง อีกราว 1 กิโลเมตร ก็จะถึงริมผา สามารถมองเห็นแม่น้ำโขงที่ไหล คดเคี้ยวอยู่เบื้องล่าง และระหว่างทางเดินจะผ่าน ทุ่งดอกไม้ตามลานหิน งดงามยิ่ง…

อ่านต่อ →

ตลาดต้นตาล สถานที่ท่องเที่ยว เป็นจุดพิกัดเช็กอินที่มียอดฮิตกันมาก ที่รับได้ความนิยมเหมาะสำหรับทุดเพศทุกวัย

ตลาดต้นตาล สถานที่ท่องเที่ยว  เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นเป็นตลาดกลางคืนแหล่งของการช้อปและชิม

ตลาดต้นตาล สถานที่ท่องเที่ยว

สถานที่เที่ยวตลาดถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพิกัดเช็กอินที่มียอดสุดฮิตที่ได้รับความนิยมทุกเพศทุกวัย เพราะนอกจากจะหาที่เดินเล่นกันแบบชิลๆ แล้ว ความสนุกสนานยังอยู่ตรงที่ ได้ใช้สายตาควานหาของกินที่ชอบ และช้อปปิ้งของที่ถูกใจ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีตลาดน่าเดินมากมาย อย่างในจังหวัดขอนแก่นเอง ถ้าจะให้พูดถึงตลาดกลางคืน ก็ต้องเป็น “ตลาดต้นตาล” ที่พ่วงมาด้วยสโลแกนเก๋ ๆ ว่า…ตลาดต้นตาล ตลาดฝันของคนมีไอเดีย

ตลาดต้นตาล ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ตลาดกลางคืนที่เป็นแหล่งรวมการช้อป ชิม และทำกิจกรรมต่าง ๆ แบบชิล ๆ บนพื้นที่กว้างกว่า 40 ไร่ของตลาดแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่จะไปเต็มอิ่มกับบรรยากาศที่คึกคักของผู้คน ทั้งจากนักเดินทางต่างถิ่นและเจ้าถิ่นที่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เมื่อเดินเข้ามาด้านใน บอกได้คำเดียวเลยว่า “โอ้โห !” เพราะมีครบแทบทุกอย่างจริงๆ มีทั้งดนตรี งานศิลป์ เสื้อผ้า ของกิน วางเรียงรายให้เลือกซื้อเลือกหา มองชิ้นนั้นก็เข้าตา ชิ้นนี้ก็โดนใจ อยากจะหยิบเงินซื้อหมดแทบทุกอย่างเลย แต่ก็ต้องเบรกใจเอาไว้ เพราะไม่อย่างนั้น เห็นทีว่าต้องหมดตัวแน่ ๆ

แต่เมื่อมาถึงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรห้ามพลาดรองจากการช้อปปิ้งเลยก็คือ ลานตาล เป็นพื้นที่จัดเอาใจสำหรับสายถ่ายรูปโดยเฉพาะเลยงานนี้ จุดเด่นอยู่ที่การตกแต่งที่จะเปลี่ยนไปตามเทศกาลหรือฤดูกาลต่าง ๆ เพื่อความทันสมัยและที่ไม่น่าเบื่อ ไม่แน่ว่าถ้าคุณมาเที่ยวเดือนนี้ อีกสักประมาณ 3-4 เดือนถัดไป ก็อาจจะมีกิมมิกอะไรเพิ่มเติมเข้ามา แล้วจะหาว่าเราไม่เตือน !

ด้วยความที่ตลาดต้นตาลมีหลากหลายโซนให้เลือกเดิน ดังนั้นอย่าลืมแบ่งกำลังขาไว้ให้ดี แนะนำว่าให้เดินเสร็จแล้ว แวะพักด้วยการหาของกินอร่อย ๆ มาเป็นตัวคั่นเวลา พอท้องอิ่ม กำลังขากลับคืนมา ก็ค่อยเดินกันต่อ จะได้ไม่เกิดอาการงอแงร้องอยากกลับบ้าน เพราะอาการเมื่อยไปเสียก่อน ยิ่งถ้าเป็นช่วงวันศุกร์ บรรยากาศจะคึกคักเป็นพิเศษ ถ้าอยากเดินให้สนุก แนะนำว่าให้มาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ยิ่งเดินก็ยิ่งแฮปปี้…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ที่เต็มไปด้วยโขดหินที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่สร้างขึ้นอย่างสวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน หน้าหวานนี้เพื่อใครที่ยังไม่มีที่ไป ลองไปเที่ยวดูได้ รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นนอนจ้าา!!!!

สถานที่ท่องเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน

หน้าหนาวนี้ไปไหนดีนะ? เป็นคำถามที่ได้ยินกันทุกๆปีพอเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว ในประเทศไทยก็มีหลายสถานที่ชวนให้เราได้ไปเช็คอินในช่วงฤดูหนาวกันมากมายเหลือเกินหรือจะเป็นทั้งภู หรือดอยต่างๆ และก็ยังมีบ่อน้ำแร่ที่เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตไม่แพ้กัน แถมยังเหมาะกันอย่างยิ่งกับช่วงฤดูหนาว อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ซึ่งมีที่ท่องเที่ยวครบหลายรูปแบบ ถ้าได้ลองไปแล้วก็ต้องติดใจจนอยากกลับไปหนาวที่แจ้ซ้อนอีกแน่นอน
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลวังเงินถนนลำปาง-เดินชัย บริเวณอุทยานฯ มีรำธารน้ำแร่ ที่เต็มไปด้วยโขดหินจากธรรมชาติที่ทั้งสวยงามแทรกกอยู่ท่ามกลางแอ่งน้ำร้อน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอวังเหนือ อำเภอแจ้ห่ม อำเภอเมืองปาน อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นแหล่งที่ดำเนินงานตามแนวพระราชดำรัสในการใช้พลังงานน้ำธรรมชาติ มาประยุกต์การดำเนินงานอย่างสอดคล้องเป็นประโยชน์ ใครที่อยากพระอาทิติย์แนะนำเลยว่าควรต้องมาตั้งแต่เช้าตรู่ มายืนชมพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นท่ามกลางไอระเหยจากน้ำร้อน ก็เป็นภาพที่สวยงามมากจนต้องตราตรึงใจไปอีกนานกันไปเลย ฤดูที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและมีอากาศเย็นสบาย คือช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ อย่ามัวตะลึงกับความงดงาม และถ่ายรูปจนเพลินนะ เพราะที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนนี้ยังมีกิจกรรมที่ฮอตฮิต นั่นคือ การต้มไข่น้ำแร่นั่นเอง ต้องบอกก่อนว่าบ่อน้ำร้อนแจ้ซ้อนนี้ เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีสภาพการเกิดทางธรณีวิทยา มีกลิ่นกำมะถันอ่อน ๆ (แรก ๆ อาจจะฉุนนิหน่อยแต่อยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน) จำนวนทั้งหมด 9 บ่อ ตั้งอยู่รวมกันในบริเวณพื้นที่ทำการอุทยาน น้ำแร่ที่นี่มีอุณหภูมิสูง ถึง 70 – 80 องศาเซลเซียส จึงสามารถแช่ไข่ให้สุกได้ภายใน 15 นาที ไข่แดงจะแข็งไม่มาก มีรสชาติมันอร่อย ส่วนไข่ขาวจะเหลวคล้ายไข่เต่า ดูดกรึบเข้าไปทีเดียวได้เลย เรามักจะเห็นชาวบ้านแถวนี้พาครอบครัวมาต้มไข่ยามเช้า และพกแม็คกี้คู่หูความอร่อยที่ทานพร้อมกับไข่ต้มมาด้วย ส่วนร้านอาหารแถวนี้ก็จะนำไข่มาปรุงเป็นเมนูประจำถิ่น ชื่อว่า “ยำไข่น้ำแร่” และไม่นานเมื่ออาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้าบรรยากาศที่ว่าเย็นตอนช่วงเช้าก็เริ่มร้อนเพราะไอแดด แต่ว่าบ่อน้ำร้อนนี่ก็ยังมีความสวยงามอยู่ ลองถอยออกมาสักหน่อยก็จะเห็นความงามของบ่อทั้ง 9 ได้เต็มๆตากัน นอกจากบ่อน้ำร้อนที่ขึ้นชื่อติดอันดับของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกด้วย

1. น้ำตกแจ้ซ้อน เป็นน้ำตกที่กำเนิดจากลำน้ำแม่มอญ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีแอ่งน้ำรองรับอยู่ตลอดสาย ไหลตกลงมาเป็นชั้น ๆ มี 6 ชั้น อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 1 กิโลเมตร มีทางเดินไปสะดวกและมามารถเดินจากบ่อน้ำพุร้อนไปถึงน้ำตกได้ น้ำตกแม่มอญ เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลแรงจากชะง่อนผาสูงลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง น้ำจะตกลมาเป็นช้น ๆ สวยงาม ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ ระหว่างทางจะพบกับธรรมชาติที่สวยงาม

2. เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแจ้ซ้อน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง โดยเส้นทางจะผ่านจุดสื่อความหมาย 19 จุด ผ่านสภาพป่าและพรรณไม้ที่น่าสนใจหลายชนิด รวมถึงอาจพบสัตว์หายากอย่างนกเขนเทาหางแดง และปลาปุงแห่งลำห้วยแม่มอญ เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้สนใจศึกษาพรรณไม้ต่าง ๆ เช่น ต้นก๋ง กวาวเครือ หรือ ยางปาย ศึกษาระบบนิเวศน์ เช่น วงจรชีวิตหนอนรถด่วน และสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบลานน้ำพุร้อน เช่น อะไรทำให้เกิดบ่อน้ำพุร้อน ทำไมน้ำพุร้อนทำให้ไข่แดงสุกแต่ไข่ขาวเหลว หรือจั๊กจั่นน้ำแร่ เป็นอย่างไร (จั๊กจั่นน้ำแร่จะมีชุกในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม) โดยจะเริ่มต้นเดินทางตั้งแต่ลานบ่อน้ำพุร้อนจนถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แล้ววกกลับมาทางใหม่อีกจนถึงลานน้ำพุร้อน

3. แอ่งน้ำอุ่น ตั้งอยู่ติดกับบ่อน้ำพุร้อน เป็นแอ่งน้ำที่เกิดจากการไหลมาบรรจบกันของน้ำพุร้อน และน้ำเย็นที่มาจากน้ำตกแจ้ซ้อน ทำให้เกิดเป็นน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิเหมาะแก่การแช่อาบ ส่วนห้องอาบน้ำแร่ มีทั้งห้องอาบแช่ สำหรับ 3-4 คน ห้องรวมแบบตักอาบและบ่อสำหรับแช่อาบกลางแจ้ง น้ำแร่ที่ใช้ต่อท่อโดยตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อน มีอุณหภูมิน้ำแร่ประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส

หากใครเดินเที่ยวจนทั่วและเมื่อยเท้าละก็ลองมาแช่น้ำอุ่นดู หรือใครเมื่อยทั้งตัวก็แนะนำให้เข้าห้องอาบน้ำแร่ได้เลย นอกจากจะช่วยบำบัดความเมื่อยล้าของร่างกายแล้ว ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิด เช่น กลาก เกลื้อน ผื่นคัน และยังช่วยบรรเทาอาการของโรคเกี่ยวกับกระดูกได้อีกด้วย แต่น้ำแร่จากที่นี่ไม่สามารถใช้ดื่มได้นะครับ เพราะมีแร่ธาตุบางชนิดสูงกว่ามาตรฐาน

4.น้ำตกแม่ขุน อยู่ใกล้กับน้ำตกแม่มอญ มีลักษณะเป็นน้ำตกสายยาว สูงประมาณ 100 เมตร ไหลลงมาบรรจบกับน้ำตกแม่มอญ ต้องเดินเท้าจากที่ทำ การอุทยานฯ 5 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำทาง

5.ถ้ำผางาม ห่างจากที่ว่าการอำเภอวังเหนือ 8 กิโลเมตร อยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์ฯ ที่ แจ้ซ้อน 3 (ผางาม) หน่วยนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 60 กิโลเมตร มีถ้ำที่สามารถเข้าไปศึกษาและท่องเที่ยวได้ เช่น ถ้ำฟางาม ถ้ำน้ำ ถ้ำหม้อ เป็นต้น…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม หนาวนี้ใครยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวหน้าหนาวที่ไหนดี

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม

หนาวนี้ใครยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวหน้าหนาวที่ไหนดี วันนี้ขอนำเสนอ ม่อนแจ่ม หรือ ดอยม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย เพราะตอนนี้ ม่อนแจ่ม เชียงใหม่ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของอำเภอแม่ริมไปซะแล้ว ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม มองเห็นวิวทิวเขาซับซ้อน แถมยามค่ำคืนฟากฟ้าแวดล้อมไปด้วยดวงดารา ส่องแสงประกายระยิบระยับ
แหม…เกริ่นความงดงามมาซะขนาดนี้ คงไม่มีใครไม่อยากลองไปสัมผัส ม่อนแจ่ม อะ ๆ แต่ก่อนทะยานขึ้นเขา เราต้องไปทำความรู้จักกับ ม่อนแจ่ม และ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ดินแดนแห่งขุนเขากันซะก่อน

พาแอ่วม่อนแจ่มให้ม่วนใจ๋
ม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นป่ารกร้าง ต่อมาชาวบ้านเข้ามาแผ้วถางและปลูกฝิ่น ในที่สุดโครงการหลวงได้มาขอซื้อพื้นที่เข้าโครงการหลวงหนองหอย โดยได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ สนับสนุน ส่งเสริมสร้างรายได้และอาชีพของชาวบ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยพืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ ม่อนแจ่มในวันนี้จึงเป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวรับลมหนาว แต่เป็นพื้นที่แห่งองค์ความรู้ทางการเกษตรที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย อากาศที่ม่อนแจ่มเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยคือเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ น่าแปลกที่ว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าม่อนแจ่มในช่วงหน้าหนาวนั้นดูน่ารักมากเป็นพิเศษ ยิ่งในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ คุณจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่สลับเรียงตัวอย่างสวยงาม หมอกสีขาวโพลนที่บ้างลอยแน่นิ่ง บ้างก็ไหลเอื่อยเมื่อโดนเข้ากับกระแสลม นี่คงจะเป็นความสุนทรียะที่หาไม่ได้จากช่วงฤดูกาลอื่น ในยามที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าและความมืดเข้าปกคลุมรอบ ทันทีที่แหงนหน้ามองฟ้าเราจะพบกับทะเลดาวที่ต่างแข่งกันส่องแสง จนทำเอาคนดูอย่างเราเลือกไม่ถูกว่าจะหันไปมองดวงไหนก่อนดี บรรยากาศทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้คุณตกหลุมรักม่อนแจ่มได้อย่างไม่ยากเย็น

ทำอะไรดีที่ม่อนแจ่ม ?

เสน่ห์ของม่อนแจ่มคงหนีไม่พ้นการไปซึมซับบรรยากาศความหนาวเย็นบนยอดดอย ทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง (แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม) แต่นั่นไม่อาจทำให้คุณรู้จักม่อนแจ่มได้ดีขึ้น และถ้าคุณอยากรู้จักม่อนแจ่มให้มากขึ้น คุณจะต้องรู้สึกถึงการใช้ชีวิตที่ม่อนแจ่มด้วย สิ่งที่น่าสนใจของการมาเที่ยวม่อนแจ่มนอกเหนือจากการนอนเต็นท์ สูดอากาศบริสุทธิ์แล้วนั้น คือการเยี่ยมชม “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตร ทำหน้าที่แนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ มีผลให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น
นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ชีวิตชาวบ้านท้องถิ่นควบคู่ไปกับวิถีเกษตรกรรม ตลอดจนชมแปลงสาธิตพืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ เช่น อาติโช๊ค แปลงสมุนไพรเลมอนทาร์ม มิ้น คาร์โมมายด์ โรสแมรี่ ไม้ผล เช่น พลัม องุ่นไร้เมล็ด สตรอว์เบอร์รีพันธุ์ 80 การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เช่น โอ้คลีฟแดง และผักตระกูลสลัด มะเขือเทศดอยคำ ฯลฯ
ดื่มด่ำกับความงดงามของทัศนียภาพกันพักใหญ่ ท้องไส้ก็เริ่มร้องหาอาหารอร่อย ๆ อ๊ะ ๆ ไม่ต้องมองไปไหนไกล ที่ม่อนแจ่มมีร้านอาหารที่นำผลิตผลท้องถิ่นที่ปลูกเอง มาปรุงให้รับประทานกันด้วย ผัก ๆ สด ๆ หวานกรอบ หาชิมยากในเมืองกรุง และถ้ากินอิ่มแล้วอยากยืดแข้งขืดขาก็สามารถไปเดินชมแปลงสตรอว์เบอร์รีผลสีแดงสด

ในบริเวณไม่ไกลจากม่อนแจ่มยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ณ ดอยม่อนล่อง มีลักษณะเป็นหน้าผาหินสูงชัน ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ถึงแม้ว่าเส้นทางไปดอยม่อนล่องอาจจะสมบุกสมบันเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้คุณพลาดที่จะทำความรู้จักกับธรรมชาติให้ลึกซึ้งมากขึ้น

นอกเหนือจากวิถีแห่งธรรมชาติ วิถีความเป็นชนบทของคนที่นี่ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน น่าแปลกใจที่ว่าชาวบ้านที่นี่สามารถกลมกลืนเข้ากับกับนักท่องเที่ยวได้ไม่ยากเย็น คงเป็นเพราะมิตรจิตรมิตรใจที่มีให้กันระหว่างชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ทั้งยังกิจกรรมให้ทำมากมายจนคุณรู้สึกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชาวบ้านที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นล้อเลื่อน สวมใส่เสื้อชุดชาวเขา หรือการอุดหนุนซื้อของที่ระลึกกลับไปเป็นของฝาก เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า ผ้าพันคอ เครื่องประดับ ถ้าเป็นอาหารก็คือผักสลัด มันเผา พริกหยวก เป็นต้น

ที่พักม่อนแจ่ม

การพักที่ม่อนแจ่มมีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งแบบรีสอร์ท บ้าน และกางเต็นท์ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมนอนกางเต็นท์มากกว่า เพราะรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด เพียงแค่รูดซิปเต็นท์ลงคุณก็จะได้เห็นทะเลหมอกลอยอยู่เบื้องหน้า อีกทั้งยังราคาไม่แพง แถมยังใกล้จุดชมวิว ยิ่งถ้าเป็นช่วงใกล้สิ้นปี ใครที่อยากนอนเต็นท์ต้องรีบโทรมาจองตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งหากจองไม่ทันก็ต้องอาศัยจองที่พักในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอยู่ห่างจากม่อนแจ่มไปไม่มากนัก

ม่อนแจ่ม แคมปิ้ง รีสอร์ท เป็นที่พักอยู่ในส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย แน่นอนว่าด้วยทำเลที่ตั้งของที่พักบนพื้นที่สันเขาทำให้คุณสามารถสูดสายลมเย็น ๆ ได้เต็มสองปอด ทั้งยังมองเห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างไกลได้อย่างสุดลูกหูลูกตา ชมทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน ดวงดาวทั้งบนฟ้าและพื้นดิน (แสงไฟจากบ้านเรือนข้างล่าง) นี่จึงเป็นบรรยากาศโรแมนติกระดับห้าดาวที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว…

อ่านต่อ →

งานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม

งานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน พร้อมกับลิ้มรสอาหารทะเลอร่อย ๆ ไม่ควรพลาดกับงานเทศกาลล่องเรือกินปู

งานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน

ใครอยากหาที่เที่ยวกรุงเทพฯ พร้อมกับลิ้มรสอาหารทะเลอร่อย ๆ ไม่ควรพลาดกับงานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน ประจำปี 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม ณ บริเวณสนามกีฬาโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ภายในงานคุณจะได้ชิมอาหารทะเลสดจากร้านอาหารชื่อดังย่านบางขุนเทียน เลือกซื้อสินค้าชุมชนและสินค้าราคาถูกส่งตรงจากโรงงานมากมายไม่อั้น สำหรับรายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เรามีมาบอกแล้ว…โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของเขตบางขุนเทียน อีกทั้งเป็นการสร้างงานกระจายรายได้สู่ชุมชน ส่งเสริมฟื้นฟูมรดกทางปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่เขตบางขุนเทียน ตลอดจนส่งเสริมการฟื้นฟูป่าชายเลนตามนโยบายของผู้บริหารกรุงเทพฯ
ภายในงานสนุกไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่
– การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน
– ชิมอาหารทะเลจากร้านจำหน่ายอาหารทะเลสดชื่อดังย่านบางขุนเทียน
– การจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากโรงงานในพื้นที่เขตบางขุนเทียน
– กิจกรรมปั่นจักรยาน ล่องเรือชมป่าชายเลนบางขุนเทียนและหลักเขตกรุงเทพฯ
– เยี่ยมชมดูวิถีชาวทะเลของชาวบางขุนเทียน
– นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย
ใครที่อยากลิ้มรสอาหารทะเลสด ๆ แต่ไม่อยากเดินทางไปต่างจังหวัดไกล ๆ ยังไงก็ลองแวะมาเที่ยวงานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน ประจำปี 2563 กันดู รับรองเลยว่าเต็มอิ่ม จุใจ รับรองทั้งคุณภาพและความอร่อย ไม่เสียชื่อบางขุนเทียนแน่นอน…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ กับเทศกาลชมดอกวิสทีเรีย 2020 ณ Ashikaga Flower Park เมืองอาชิคางะ จังหวัดโทะชิงิ

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ห้ามพลาด ซึ่งปีนี้มีอุโมงค์ดอกไม้ให้ได้ชมมากถึง 4 สีสัน พร้อมแนะนำสถานที่ชมดอกวิสทีเรียจุดอื่น ๆ

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ช่วงเดือนปลายเมษายนเป็นช่วงที่หลาย ๆ พื้นที่ของญี่ปุ่นอากาศเริ่มอุ่นขึ้น ใบไม้ผลิใบสีเขียวสดชื่น ดอกไม้แง้มกลีบเบ่งบานสวยงาม

เป็นช่วงหลังจากเทศกาลชมดอกซากุระ ถ้าใครพลาดชมซากุระก็แนะนำให้ไปเที่ยวชมดอกไม้หน้าร้อนกันต่อ หนึ่งในนั้นก็คือ เทศกาลชมดอกวิสทีเรีย ในญี่ปุ่นนิยมปลูกให้เลื้อยไปบนโครงหลังคา จึงทำให้ดอกห้อยระย้าสวยงาม บางแห่งเป็นอุโมงค์ดอกวิสทีเรียสวยสะกดใจ กลายเป็นที่เที่ยวญี่ปุ่นห้ามพลาดไปเลย วันนี้เราก็เลยจะมาแนะนำสถานที่ชมดอกวิสทีเรียที่ Ashikaga Flower Park กัน สำหรับที่ Ashikaga Flower Park เมืองอาชิคางะ จังหวัดโทะชิงิ ได้เผยกำหนดการการจัดงานเทศกาลชมดอกวิสทีเรีย 2020 (The Great Wisteria Festival 2020) ออกมาแล้ว ซึ่งจะอยู่ระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 20 พฤษภาคม 2563 โดยทางสวน Ashikaga Flower Park ได้เตรียมความงดงามของดอกไม้ไว้ให้นักท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสวนจะมีต้นวิสทีเรียอยู่มากกว่า 350 ต้น โดยไฮไลต์ของงานนี้จะอยู่ที่ต้นที่ใหญ่ที่สุด มีอายุมากกว่า 150 ปี โดยกิ่งก้านและช่อดอกแผ่ขยายออกไปได้ไกลเท่ากับการปูเสื่อทาทามิมากถึง 600 ผืนเลยทีเดียว และยังมีอุโมงค์ดอกวิสทีเรียอีกหลายอุโมงค์ มีทั้งสีม่วง สีชมพู สีขาว และสีเหลือง โดยอุโมงค์ที่ยาวที่สุดจะยาวประมาณ 80 เมตร ช่วงที่ดอกวิสทีเรียบานเต็มที่ก็จะเผยให้เห็นช่อดอกที่ห้อยระย้าลงมาตามโครงที่ทำไว้ ผลิกลีบดอกสวยงามแน่นฟูฟ่องราวกับอุโมงค์ดอกไม้ในเทพนิยาย ความน่าสนใจอีกอย่างของที่นี่ก็คือ มีการเปิดให้เข้าเที่ยวชมในช่วงกลางคืน ซึ่งจะเปิดไฟส่องสว่างไปยังอุโมงค์ดอกไม้ ยามที่สายลมพัดเบา ๆ ก็พาช่อดอกวิสทีเรียปลิวไสวล้อไปกับแสงไฟระยิบระยับ ถ้าได้ใส่ชุดยูกาตะเดินเที่ยวชม บรรยากาศก็คล้ายกับได้ย้อนกลับไปสู่การชมดอกไม้ในช่วงยุคเอโดะเลยล่ะ นอกจากนี้ในช่วงเดียวกัน ก็มีกุหลาบพันปี (Azaleas) ที่จะบานสะพรั่งมากกว่า 5,000 ต้น หลากหลายสีสันให้ได้ชมด้วย…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว ตลาดโอ๊ะเมิก จังหวัดราชบุรี เดินเล่นซื้อของสัมผัสบรรยากาศวิถีชุมชน

สถานที่ท่องเที่ยว ตลาดโอ๊ะเมิก ท่ามกลางแมกไม้ สายน้ำ และภูเขา กันอย่างเต็มอิ่ม

สถานที่ท่องเที่ยว ตลาดโอ๊ะเมิก

จังหวัดราชบุรี จังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวดี ๆ ให้เราเดินทางไปเช็กอินกันได้บ่อย ๆ แถมอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใครที่เริ่มเบื่อ ๆ กับที่เที่ยวราชบุรีเดิม ๆ

กันแล้ว เรามีอีกหนึ่งที่มาแนะนำ ได้แก่ “ตลาดโอ๊ะเมิก” ตลาดใหม่น่าเดิน อยู่ในอำเภอสวนผึ้ง บรรยากาศเรียบง่าย และเป็นกันเอง เอาไว้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำหรับวันหยุด จูงมือเพื่อนและครอบครัวมาเที่ยวกันได้ชิล ๆ ตลาดจะมีอะไรน่าเดินน่าเที่ยวบ้าง ตามเรามาดูกัน ตลาดโอ๊ะเมิกตั้งอยู่ที่ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่ง “โอ๊ะเมิก” เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า สุขสบาย ลองใครได้มาเที่ยวที่นี่ จะสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์ของตลาดที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เพราะเราจะเห็นชาวบ้านแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทอมือ ลวดลายสีสันไม่ซ้ำแบบ ดูแล้วเพลินตา และเอ็นดูในความน่ารัก ที่เราเองก็ไม่ค่อยได้เห็นจากที่อื่นบ่อย ๆ เมื่อลองใช้สายตากวาดดูบรรยากาศรอบ ๆ เราจะเห็นว่าสินค้าที่นำมาขายส่วนใหญ่ เป็นพวกพืชผัก ผลไม้ อาหารพื้นเมือง ขนม อาหารแปรรูป สินค้าหัตถกรรม เครื่องจักสาน รวมถึงเครื่องประดับฝีมือคนในชุมชนมาวางจำหน่าย เรียกได้ว่ามีทั้งของให้เดินดูเลือกซื้อกันเพลิน ๆ ได้ทั้งวัน จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของตลาดโอ๊ะเมิกนั่นคือ เป็นตลาดที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ อยู่ติดริมแม่น้ำภาชี สายน้ำไหลเอื่อย ๆ สร้างบรรยากาศให้ดูร่มรื่นเย็นสบาย ตลอดจนร้านค้าต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำเอาไม้ไผ่มาใช้ทำเป็นซุ้มทางเข้า แคร่ โต๊ะ และเก้าอี้ เรียกได้ว่าทุกมุมของตลาดสามารถเป็นมุมถ่ายรูปเก๋ ๆ ให้กับคุณได้เลยทีเดียว…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว สะพานไม้แกดำ จังหวัดมหาสารคาม ท่ามกลางบึงบัวและพืชน้ำสีเขียวและความหลากทางธรรมชาติ

สถานที่ท่องเที่ยว สะพานไม้แกดำ เป็นสะพานไม้เก่า อายุราวกว่า 100 ปี ที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางข้ามอ่างเก็บน้ำหนองแกดำ

สถานที่ท่องเที่ยว สะพานไม้แกดำ

สะพานไม้เก่าแก่ในบรรยากาศแบบท้องทุ่ง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดมหาสารคามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และเที่ยวชม

เพื่อสัมผัสของกลิ่นไอแห่งความเป็นชาวบ้านกับสะพานที่ทอดตัวยาวท่ามกลางหนองน้ำแกดำไกลสุดตากว่า 1 กิโลเมตร ท่ามกลางบึงบัวและพืชน้ำสีเขียวและความหลากทางธรรมชาติ ถือว่าเป็นสะพานสุด Unseen อีกแห่งหนึ่ง ที่ควรค่าแห่งการเดินทางมาเช็คอิน ณ มหาสารคาม สะพานไม้แกดำ ตั้งอยู่ที่วัดดาวดึง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม เป็นสะพานไม้เก่า อายุราวกว่า 100 ปี ที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางข้ามอ่างเก็บน้ำหนองแกดำ โดยเชื่อมระหว่างบ้านหัวขัวกับหมู่บ้านแกดำ แต่ก่อนสะพานไม้นี่ทรุดโทรมาก ชาวอำเภอแกดำพร้อมด้วยกำลังทหาร ช่วยกันซ่อมแซมสะพานไม้ โดยหวังให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา รวมถึงพัฒนาสะพานไม้เก่าแก่แห่งนี้ ให้เป็นสถานที่ถ่ายภาพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม สะพานไม้ที่ทอดยาวไปยังอ่างเก็บน้ำหนองแกดำซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติของอำเภอแกดำ มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านแกดำ บ้านหัวขัว บ้านโพธิ์ศรี เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อชาวอำเภอแกดำ เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา มีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสัตว์น้ำ พื้ชน้ำ เช่น บัวแดง แหน สาหร่ายหางกระรอก เป็นต้น นอกจากนี้ในหน้าหนาวยังสามารถพบเห็นนกเป็ดน้ำบินหนีหนาวมาจากไซบีเรีย มาอาศัยในบริเวณหนองแกดำด้วย อ่างเก็บน้ำหนองแกดำ ยังมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวแกดำโดยได้ใช้นำน้ำมาอุปโภค บริโภค ปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีโครงการพัฒนาปรับปรุงหนองแกดำให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และยังใช้หนองแกดำในการจัดกิจกรรมงานประเพณีต่าง ๆ ของชุมชน เช่น ลอยกระทง บุญบั้งไฟ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีการสร้างถนนราดยางข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเห็นชาวบ้านใช้มาใช้สะพานนี้ข้ามไปมาอยู่เรื่อยๆ หนองแกดำ หรือหนองน้ำอื่นๆ ในภาคอีสาน มีสภาพกว้างใหญ่ ลึกบ้างตื้นบ้างเป็นช่วงๆ เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรที่สำคัญ และเป็นแหล่งในการหาปลาเพื่อเป็นอาหารและนำไปขาย สะพานไม้ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ ปักเสาลงไปในโคลนใต้น้ำจนถึงชั้นดิน ปูด้วยแผ่นไม้ที่พอจะหามาได้ คงจะแข็งแรงมั่นคงได้แค่ชั่วระยะเวลาไม่นาน ตอนนี้ถ้าลองไปเดินบนสะพานจะรู้สึกว่ามันโยกเยกเอาการน่าหวาดเสียว แต่ชาวบ้านก็ใช้สะพานนี้อยู่เป็นประจำ มีการซ่อมแซมบ้างเป็นครั้งคราวตามสภาพ เคยมีโครงการรื้อถอนเพื่อสร้างสะพานคอนกรีตจากทางจังหวัด เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรที่แข็งแรง และวางท่อประปาไปตามแนวสะพาน แต่ชาวบ้านอยากให้อนุรักษ์สะพานนี้ไว้ตามเดิม ตอนนี้มีคนรู้จักสะพานนี้กันมากขึ้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของมหาสารคาม ก็คงจะต้องคงสภาพสะพานไม้นี้ไว้ต่อไป…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว ทะเลหมอก วัดผาตากเสื้อ บริเวณจุดชมวิวสกายวอร์ก

สถานที่ท่องเที่ยว ทะเลหมอก วัดผาตากเสื้อ ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย

สถานที่ท่องเที่ยว ทะเลหมอก วัดผาตากเสื้อ

ช่วงหน้าหนาว เป็นช่วงเวลาที่จะสามารถชมทะเลหมอกได้อย่างสวยงามอลังการ ซึ่งในเมืองไทยก็มีจุดชมวิวทะเลหมอกให้ได้ไปยลมากมายหลากหลายสถานที่ แต่วันนี้เราจะขอนำเสนอสถานที่ชมทะเลหมอกสุดอลังการในภาคอีสาน อย่างทะเลหมอก วัดผาตากเสื้อ จังหวัดหนองคาย มาให้ได้ชมกันค่ะ และยังพิเศษสุด ๆ เพราะเป็นทะเลหมอกที่อยู่เหนือลำน้ำโขงอันสวยงาม เป็นภาพที่ถ้าใครได้เห็นจะต้องร้อง ว้าว ! ว้าว ! ว้าว ! อย่างแน่นอน วัดผาตากเสื้อ ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตบ้านดงต้อง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เป็นสถานปฏิบัติธรรม มีจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน สามารถมองเห็นเมืองริมน้ำโขงอย่างอำเภอสังคม แม่น้ำโขงที่ไหลโค้งไปมาอย่างสง่างาม และยังสามารถมองเห็นฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการสร้างสกายวอล์กกระจกใสแห่งแรกของเมืองไทย เป็นจุดชมวิวใหม่ของอีสาน มีลักษณะเป็นทางเดินกระจกใสที่ยื่นออกไปจากหน้าผาบริเวณวัดผาตากเสื้อ มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า เป็นทางเดินกระจกใสยื่นจากหน้าผาออกไป 6 เมตร สามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 20 คน เพราะใช้วัสดุอย่างดีในการก่อสร้าง และสร้างราวกั้นตลอดแนวสองด้าน อีกทั้งยังปรับปรุงภูมิทัศน์รอบด้านให้สวยงาม เพื่อให้เป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงสุดอันซีนแห่งใหม่ของจังหวัดหนองคายและประเทศไทย และในช่วงหน้าหนาวนี้ บริเวณสกายวอล์ก วัดผาตากเสื้อ ก็ยังปรากฏทะเลหมอกสุดอลังการ ที่ลอยคลอเคลียเหนือแม่น้ำโขง เมืองสังคม และแนวเทือกเขาของเมืองลาวอย่างงดงาม ยามเช้าจะมีแสงพระอาทิตย์สีทองสาดส่องลงสู่ทะเลหมอกสีขาวจนกลายเป็นสีทองระเรื่อ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังยืนอยู่บนทะเลหมอกนุ่ม ๆ คล้ายกับดินแดนสวรรค์เลยทีเดียว…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่อง เขาช่องลม จ.นครนายก เดินทางเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติที่เขียวขจี

สถานที่ท่อง เขาช่องลม  สัมผัสลำธารและสายน้ำสุดชิล ดินแดนลึกลับน่าเที่ยว

สถานที่ท่อง เขาช่องลม

เขาช่องลม ที่เที่ยวนครนายกน่าเช็กอิน เดินทางเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติที่เขียวขจี สัมผัสลำธารและสายน้ำสุดชิล ดินแดนลึกลับน่าเที่ยว ไม่ไกลกรุงเทพฯ
นครนายก จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ถูกใจทุกเพศทุกวัย แต่มาถึงนครนายกทั้งทีจะให้เที่ยวแต่ที่เดิม ๆ ก็เดี๋ยวจะหมดสนุกกันไปเสียก่อน วันนี้เราเลยมีที่เที่ยวนครนายกที่น่าสนใจอีกหนึ่งที่มาแนะนำ ที่นี่ชื่อว่า “เขาช่องลม” บอกเลยว่าธรรมชาติที่นี่สวยเด็ดจนต้องยกนิ้วให้ และน่าจะถูกใจสายถ่ายรูปอยู่ไม่น้อย วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักที่เที่ยวแห่งนี้ให้มากขึ้นกัน บอกเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน เขาช่องลม ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก สถานที่แห่งนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก ธรรมชาติที่นี่จึงยังสมบูรณ์ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายกรีน ที่อยากมาสัมผัสความเขียวขจีของภูเขาและลำธารไหลเย็นกันให้ชื่นฉ่ำหัวใจ การมาเที่ยวที่ช่องเขาลมนักท่องเที่ยวจะต้องนั่งเรือ (โดยมีจุดบริการที่เขื่อนขุนด่านปราการชล) ระยะทางจากเขื่อนมาถึงเขาช่องลม ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเรือจะแวะจุดท่องเที่ยวทั้งหมดด้วยกัน 4 จุด ได้แก่ น้ำตกผางามงอน, น้ำตกคลองคราม, น้ำตกต้นน้ำ และน้ำตกช่องลม เป็นต้น ถ้าใครมาเที่ยวเขาช่องลมในช่วงหน้าฝน บอกเลยว่าคุณมีสิทธิ์ตะลึงกับธรรมชาติผืนป่าที่เขียวขจี มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียว เพลินตาเพลินใจ และมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ แบบไม่รู้เบื่อ หรือจะมานั่งเล่นแช่น้ำตกเย็น ๆ ก็ดูชิลไปอีกแบบ ว่ากันว่าช่วงที่เหมาะมาเที่ยวที่เขาช่องลมมากที่สุด ก็ต้องเป็นช่วงหน้าฝนนี่แหละ เพราะถ้ามาช่วงต้นฤดูน้ำในเขื่อนยังไม่เยอะ เรือก็จะแล่นเข้ามาไม่ได้ แต่ถ้าไม่อยากเดินเท้าไกล ๆ แนะนำว่าให้มาช่วงเดือนพฤศจิกายนจะดีที่สุด…

อ่านต่อ →