พาไปชมความงดงามของ นาขั้นบันไดป่าบงเปียง ในช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของหน้าฝน

นาขั้นบันไดป่าบงเปียง อวดความสวยงามที่สุดในรอบปี

ต้นข้าวที่ปลูกบนผืนนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังเติบโตอยู่ในช่วงตั้งท้อง หลังจากได้ฝนหล่อเลี้ยงตามฤดูกาล สีเขียวที่ปกคลุมเต็มผืนนาที่ลดหลั่นลงไปตามเชิงเขาหลายร้อยเมตร เป็นภาพที่ดูสวยงามราวดังกับสวรรค์กลางหุบเขา เป็นการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสกับความสวยงามและธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ซึ่งในช่วงนี้สามารถเรียกว่าเป็นช่วงที่สวยงามที่สุดในรอบปีของนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียง

ความสวยงามของธรรมชาติ ที่ไม่เพียงแต่ทุ่งนาขั้นบันได ยังได้มีภาพวิถีชีวิตของชาวนาบนดอยให้ได้สัมผัสใกล้ชิด จึงทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้พากันเดินทางไปท่องเที่ยวถ่ายภาพ ซึ่งขณะที่ชาวบ้านยังได้มีบ้านพักโฮมสเตย์ที่เกป็นกระต๊อบริมทุ่งนาให้เลือกพักถึง 10 หลัง รองรับนักท่องเที่ยว ที่ได้มีการสร้างรายได้เข้าชุมชน โดยที่ชาวบ้านที่นี่เชิญชาวนนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง เป็นการสนับสนุนไทยเที่ยวไทย เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนหลังวิกฤตโควิด 19 สามารถสอบถามรายละเอียดห้องพักได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลช่างเคิ่ง 053-485 335 และ 053-485199

สำหรับการเดินทางไปที่บ้านป่าบงเปียง ใช้เส้นทาง อ.จอมทอง – ดอยอินทนนท์ ถึงด่านที่ 2 ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางสู่อำเภอแม่แจ่ม อีกประมาณอีก 10 กิโลเมตร จะพบป้ายบอกทางเข้าสู่บ้านป่าเปียง ใช้เวลาอีกประมาณ 15 นาทีก็ถึง…

อ่านต่อ →

จะพาทุกคนไปชมกันในวันนี้ กับ น้ำตกช่องลม ดินแดนอันเขียวขจีที่ซ่อนตัวอยู่ในเขื่อนขุนด่านปราการชล

น้ำตกช่องลม ดินแดนอันเขียวขจีแห่งนครนายก

การเข้าสู่ในช่วงหน้าฝน ช่วงเวลาแห่งความชุ่มฉ่ำของธรรมชาติ ที่มีความเขียวขจีที่รอให้ทุกคนได้ไปสัมผัส ดั่งเช่นสถานที่ จะได้พาทุกคนไปชมกันในวันนี้ กับน้ำตกช่องลม ดินแดนอันเขียวขจีที่ซ่อนตัวอยู่ในเขื่อนขุนด่านปราการชล

สำหรับหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าภายในเขื่อนขุนด่านปราการชลนั้นที่เราสามารถล่องเรือเข้าไปเพื่อเป็นการเที่ยวชมชมธรรมชาติด้านในได้อีกด้วย โดยทางด้านในเขื่อนขุนด่านปราการชลนั้นจะได้มีจุดเช็กอินให้เที่ยวกันอยู่ 3 นั้นเป็นจุดนั่นก็คือน้ำตกผางามงอน น้ำตกคลองคราม และน้ำตกช่องลม ซึ่งจุดไฮไลท์ที่เราอยากจะได้มีการแนะนำให้ทุกคนไปเที่ยวชมกันในวันนี้ก็คือน้ำตกช่องลมนั่นเอง

ในช่วงนี้ภายในเขื่อนมีปริมาณน้ำน้อยจนแผ่นดินที่ได้ตั้งอยู่บริเวณน้ำตกช่องลมนั้นผุดขึ้นมาจึงกลายเป็นพื้นดินสีเขียวขจีที่ถูกคลุมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ามองดูแล้วสดชื่นมากๆ ที่ได้มีสายน้ำไหลผ่านตรงกลาง เป็นภาพความมหัศจรรย์จากธรรมชาติที่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ไปเที่ยวต่างประเทศเลย

ที่สามารถเดินเล่นถ่ายรูปบริเวณนี้กันได้อย่างเพลินๆ ถ่ายภาพออกมามุมไหนก็ดูสวยงามอย่างมาก เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนักเดินทางมาได้ง่าย และเหมาะจะใช้เป็นสถานที่ฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้าด้วยธรรมชาติได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเรือโดยสารชมน้ำตก : 1,500 – 2,000 บาท
ที่ตั้ง : ด้านในเขื่อนขุนด่านปราการชล ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก
ติดต่อล่องเรือ : 089 933 8749…

อ่านต่อ →

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ถ้าเราพูดถึงน้ำตกในจังหวัดกาญจนบุรี มีอีกที่หนึ่งที่ความสวยไม่แพ้กัน

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น  ทริปหน้าร้อน ต้องแช่น้ำเย็นๆไปกางเต็นท์อยู่ริมน้ำตกที่ “ห้วยแม่ขมิ้น” จังหวัดการญจนบุ

ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมี สภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด น้ำตกไหลมา จากต้นน้ำของเทือกเขากะลาซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้ง ในทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ ถือว่าเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น โดยแบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น เช่น ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า ในแต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ในทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี

การเดินทางไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จังหวัดนครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม.จะพบสะพาน ลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม. ท่านจะพบสี่แยกให้เลี้ยว ขวาแยกซ้ายไปบ้านโป่ง เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่งเสี้ยนให้ขับไปทางอ.ศรีสวัสดิ์ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3199 ตัดไปออกเขื่อนท่าทุ่งนา วิ่งไปน้ำตกเอราวัณ ผ่านถ้ำพระธาตุ ทางลาดยางถึงห้วยขมิ้น
– ทางแพขนานยนต์
โดยท่านจะต้องขึ้นทางชันที่เขียนว่าแพขนานยนต์ จากนั้นให้ขับไปตาม ทางเรื่อย ๆ ตามถนนเส้นหลักสุดทางจะเป็นแพขนานยนต์ และสามารถขับรถไปบนแพขนานยนต์ เพื่อข้ามฝั่ง(ข้ามฝั่งตรงนี้ใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน 10 นาที) หลังจากขึ้นจากแพ แล้วให้ขับตามทาง ลาดยางมา ประมาณ 10 กม. จะพบกับป้ายบอกทางไป น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ทางจะเป็นลูกลังขับตามทางประมาณ 5 กม.ก็จะพบกับ แพขนานยนต์อีกที่หนึ่งใช้เวลาข้าม ประมาณ 1.30 ชม. ก็จะถึงฝั่ง หลังจากขึ้นจากฝั่งให้ท่านขับตามป้าย น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นประมาณอีก 5 กม. ก็จะ ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และที่นั่นก็จะเป็นตัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
โดยรถสาธารณะ
จากเมืองกายจนบุรีขึ้นรถสองแถวจากบริเวณวัดทุ่งลาดหญ้าในเขตอำเภอเมือง ผ่านบ้านต้นมะพร้าว บ้านน้ำมุด พุดตาเซียน ถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น รถออกเวลาประมาณ 12.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง (หมายเหตุ – เวลารถโดยสารอาจ เปลี่ยนแปลงได้)…

อ่านต่อ →

น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่

น้ำตกเอราวัณ  เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบและอยากใกล้ชิดธรรมชาติ

น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่ได้มีขนาดใหญ่และงดงามอย่างมาก บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี แบ่งออกเป็นชั้นๆ ได้ 7 ชั้น เป็นน้ำตก ที่มีขนาดใหญ่เดิมมีชื่อว่า น้ำตกสะด่องม่องลาย ตามชื่อลำห้วยม่องล่ายซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตกที่เกิดจากยอดเขา ตาม่องล่ายในเทือกเขาสลอบ สายน้ำจะไหล มาตามชั้นหินเป็นระยะทาง ประมาณ 1,500 เมตร ที่ได้แบ่งออกเป็นชั้นใหญ่ๆได้ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์

น้ำตกมีน้ำใสแจ๋วจนมองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาใต้ผืนน้ำที่สะท้อนแสงเป็นสีฟ้าอมเขียวมรกตคล้ายน้ำใน สระว่ายน้ำ ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากนี้ที่ได้มีลักษณะของ ภูเขาในอุทยานฯเอราวัณ เป็นเทือกเขาหินปูนที่ได้มีการเกิดจาก การทับถมของเปลือกหอย ปู หรือปะการัง ดังนั้นน้ำตกเอราวัณ ที่ไหลมาจากเทือกเขาหินปูนจึง ได้มีสารละลายของแคลเซียมคาร์บอเนต เจือปนอยู่ ซึ่งแคลเซียมคาร์บอเนต ตกตะกอนในบริเวณ ที่ได้มีน้ำไหลช้าหรือเป็นแอ่งน้ำ จึงทำให้ชั้นน้ำตกมีคราบหินปูน ก่อตัว และหินปูนนี้ที่สามารถละลายน้ำได้ดี เมื่ออยู่ในรูปของสารละลายก็สามารถตกตะกอนได้ น้ำตกหินปูนจึงได้มีน้ำใสในตอนบน และได้มีการตกตะกอนขุ่น ในช่วงล่างของธารน้ำ เมื่อแสงส่องลงมาจะทำให้สะท้อนเป็นสีฟ้าหรือสีเขียวมรกตสวยงามมาก

ค่าธรรมเนียมเข้าชม
อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เปิดเวลา 7.30-16.00 น.
– ค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่ 40 บาท/คน เด็ก 20 บาท/คน
– รถกอล์ฟคิดค่าบริการเที่ยวละ 20 บาท/คน
อุทยานแห่งชาติเอราวัณมีบ้านพัก เต็นท์และค่ายพักแรม มีร้านค้า ขายอาหารมากมายหลายร้านไว้บริการ นักท่องเที่ยว ติดต่อสอบ ถามรายละเอียดและ สำรองที่พักได้ที่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี 71250
โทรศัพท์ 0 3457 4222, 0 3457 4234 โทรสาร 0 3457 4288, 0 3457 4234
หมายเหตุ: อุทยานฯไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปในบริเวณน้ำตกเกินชั้น 3 เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดและ ความเป็นธรรมชาติเอาไว้…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกแสงจันทร์ น้ำตกลงรู เป็นที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามอย่างมาก เป็นที่ประทับใจอย่างมาก

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกแสงจันทร์ น้ำตกลงรู  ทั้งหมดนี้คือที่มาของชื่อและเสน่ห์ของน้ำตกแห่งนี้ ที่ยังคงเก็บความงามสงบประสานอย่าง กลมเกลือนของธรรมชาติ

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกแสงจันทร์ น้ำตกลงรู

น้ำตกแสงจันทร์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า น้ำตกลงรู หนึ่งเดียวในเมืองไทย ตั้งอยู่ที่ บ้านทุ่งนาเมือง ตำบลนาโพธิ์กลาง

อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ชื่อของน้ำตกเรียกได้ตามลักษณะของสายน้ำที่ตกผ่านลงรูหิน ส่วนที่มาของชื่อน้ำตกแสงจันทร์นั้น เรียกตามสายธารน้ำตก ที่ได้โปรยละอองลงมา ผ่านทางช่องหินลงมาเป็นสีขาวนวลคล้ายกับแสงจันทร์โดยเฉพาะในคืนวันเพ็ญ ที่แสงจันทร์จะสาดส่องมาตรงรูหินพอดี พร้อมกับละอองของธารน้ำตก ที่โปรย ดูเป็นประกายสีนวลมองดูแล้วอย่างสวยงามมาก ซึ่งทั้งหมดนี้คือที่มาของชื่อและเสน่ห์ของน้ำตกแห่งนี้ ที่ยังคงเก็บความงามสงบประสานอย่าง กลมเกลือนของธรรมชาติไว้ให้เป็นสิ่งที่ประทับใจอย่างมาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่ เกิดจากการกัดเซาะของสายน้ำ เมื่อมีฝนตกลงมามากๆ จึงทำให้น้ำในลำธารตามป่าเขาก็จะมีปริมาณมาก พร้อมทั้งไหลแรงและเร็วพร้อมกันนี้กระแสน้ำก็ได้พัดพาเอาก้อนกรวด ก้อนหิน จึงทำให้ไหลมารวมติดไปด้วยซึ่งก็จะมี ก้อนกรวดก้อนหินส่วนหนึ่ง ไหลเข้าไปติดในหลุมนั้น เมื่อกรวดหินไปติดในหลุมผนวกกับกระแสน้ำที่ไหลแรง ก้อนกรวดก้อนหินเหล่านั้นก็วิ่งวนอยู่ในหลุมทำให้หลุมที่ เป็นหินทรายซึ่งมีความแกร่งน้อยกว่ากรวดหิน มีการขยายตัวเป็นหลุมกว้างขึ้นเรื่อยๆ นานวันเข้าหลุมก็ได้มีการทะลุกลายเป็นรูกระแสน้ำที่ไหลลงหลุม ก็เปลี่ยนมาไหลลง กลายเป็น “น้ำตกลงรู” ในที่สุด

จากกรุงเทพฯ สู่อุบลราชธานีระยะทาง 629 กิโลเมตร คืนแรกควรพักในตัวเมืองอุบลราชธานี จากนั้นใช้เส้นทาง หมายเลข 217 เดินทาง ต่อมายังอำเภอพิบูลมัง-สาหาร ใช้เส้นทางหมายเลข 2222 มายังอำเภอโขงเจียมจาก โขงเจียมใช้ เส้นทางหมายเลข 2112 มายังผาแต้ม ระยะทางจากโขงเจียม- ผาแต้ม19 กิโลเมตร เที่ยวชม ทัศนียภาพของสายน้ำโขง ริมผาแต้มชมภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหน่วย พิทักษ์อุทยานฯ ตั้งอยู่ที่นั่น และจากผาแต้ม เดินทางต่อมายังบ้านนาโพธิ์กลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของน้ำตกสร้อยสวรรค์ น้ำตกนาโพธิ์ และ น้ำตกลงรู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกันระยะ ทางห่างจากผาแต้มราว 18 กิโลเมตร ผาหินทรายบริเวณกลุ่ม น้ำตกเหล่านี้ถูกสายน้ำ กัดกร่อนเป็นรูปทรงงดงามแปลกตา ซึ่งเส้นทางรถยนต์สามารถเข้าถึงน้ำตกได้ แต่หากจะ เดินต่อจากลานน้ำตกเข้าไปยังลานหินระยะทาง อีกราว 1 กิโลเมตร ก็จะถึงริมผา สามารถมองเห็นแม่น้ำโขงที่ไหล คดเคี้ยวอยู่เบื้องล่าง และระหว่างทางเดินจะผ่าน ทุ่งดอกไม้ตามลานหิน งดงามยิ่ง…

อ่านต่อ →

ตลาดต้นตาล สถานที่ท่องเที่ยว เป็นจุดพิกัดเช็กอินที่มียอดฮิตกันมาก ที่รับได้ความนิยมเหมาะสำหรับทุดเพศทุกวัย

ตลาดต้นตาล สถานที่ท่องเที่ยว  เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นเป็นตลาดกลางคืนแหล่งของการช้อปและชิม

ตลาดต้นตาล สถานที่ท่องเที่ยว

สถานที่เที่ยวตลาดถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพิกัดเช็กอินที่มียอดสุดฮิตที่ได้รับความนิยมทุกเพศทุกวัย เพราะนอกจากจะหาที่เดินเล่นกันแบบชิลๆ แล้ว ความสนุกสนานยังอยู่ตรงที่ ได้ใช้สายตาควานหาของกินที่ชอบ และช้อปปิ้งของที่ถูกใจ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีตลาดน่าเดินมากมาย อย่างในจังหวัดขอนแก่นเอง ถ้าจะให้พูดถึงตลาดกลางคืน ก็ต้องเป็น “ตลาดต้นตาล” ที่พ่วงมาด้วยสโลแกนเก๋ ๆ ว่า…ตลาดต้นตาล ตลาดฝันของคนมีไอเดีย

ตลาดต้นตาล ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ตลาดกลางคืนที่เป็นแหล่งรวมการช้อป ชิม และทำกิจกรรมต่าง ๆ แบบชิล ๆ บนพื้นที่กว้างกว่า 40 ไร่ของตลาดแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่จะไปเต็มอิ่มกับบรรยากาศที่คึกคักของผู้คน ทั้งจากนักเดินทางต่างถิ่นและเจ้าถิ่นที่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เมื่อเดินเข้ามาด้านใน บอกได้คำเดียวเลยว่า “โอ้โห !” เพราะมีครบแทบทุกอย่างจริงๆ มีทั้งดนตรี งานศิลป์ เสื้อผ้า ของกิน วางเรียงรายให้เลือกซื้อเลือกหา มองชิ้นนั้นก็เข้าตา ชิ้นนี้ก็โดนใจ อยากจะหยิบเงินซื้อหมดแทบทุกอย่างเลย แต่ก็ต้องเบรกใจเอาไว้ เพราะไม่อย่างนั้น เห็นทีว่าต้องหมดตัวแน่ ๆ

แต่เมื่อมาถึงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรห้ามพลาดรองจากการช้อปปิ้งเลยก็คือ ลานตาล เป็นพื้นที่จัดเอาใจสำหรับสายถ่ายรูปโดยเฉพาะเลยงานนี้ จุดเด่นอยู่ที่การตกแต่งที่จะเปลี่ยนไปตามเทศกาลหรือฤดูกาลต่าง ๆ เพื่อความทันสมัยและที่ไม่น่าเบื่อ ไม่แน่ว่าถ้าคุณมาเที่ยวเดือนนี้ อีกสักประมาณ 3-4 เดือนถัดไป ก็อาจจะมีกิมมิกอะไรเพิ่มเติมเข้ามา แล้วจะหาว่าเราไม่เตือน !

ด้วยความที่ตลาดต้นตาลมีหลากหลายโซนให้เลือกเดิน ดังนั้นอย่าลืมแบ่งกำลังขาไว้ให้ดี แนะนำว่าให้เดินเสร็จแล้ว แวะพักด้วยการหาของกินอร่อย ๆ มาเป็นตัวคั่นเวลา พอท้องอิ่ม กำลังขากลับคืนมา ก็ค่อยเดินกันต่อ จะได้ไม่เกิดอาการงอแงร้องอยากกลับบ้าน เพราะอาการเมื่อยไปเสียก่อน ยิ่งถ้าเป็นช่วงวันศุกร์ บรรยากาศจะคึกคักเป็นพิเศษ ถ้าอยากเดินให้สนุก แนะนำว่าให้มาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ยิ่งเดินก็ยิ่งแฮปปี้…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ที่เต็มไปด้วยโขดหินที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่สร้างขึ้นอย่างสวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน หน้าหวานนี้เพื่อใครที่ยังไม่มีที่ไป ลองไปเที่ยวดูได้ รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นนอนจ้าา!!!!

สถานที่ท่องเที่ยว บ่อน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน

หน้าหนาวนี้ไปไหนดีนะ? เป็นคำถามที่ได้ยินกันทุกๆปีพอเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว ในประเทศไทยก็มีหลายสถานที่ชวนให้เราได้ไปเช็คอินในช่วงฤดูหนาวกันมากมายเหลือเกินหรือจะเป็นทั้งภู หรือดอยต่างๆ และก็ยังมีบ่อน้ำแร่ที่เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตไม่แพ้กัน แถมยังเหมาะกันอย่างยิ่งกับช่วงฤดูหนาว อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ซึ่งมีที่ท่องเที่ยวครบหลายรูปแบบ ถ้าได้ลองไปแล้วก็ต้องติดใจจนอยากกลับไปหนาวที่แจ้ซ้อนอีกแน่นอน
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลวังเงินถนนลำปาง-เดินชัย บริเวณอุทยานฯ มีรำธารน้ำแร่ ที่เต็มไปด้วยโขดหินจากธรรมชาติที่ทั้งสวยงามแทรกกอยู่ท่ามกลางแอ่งน้ำร้อน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอวังเหนือ อำเภอแจ้ห่ม อำเภอเมืองปาน อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นแหล่งที่ดำเนินงานตามแนวพระราชดำรัสในการใช้พลังงานน้ำธรรมชาติ มาประยุกต์การดำเนินงานอย่างสอดคล้องเป็นประโยชน์ ใครที่อยากพระอาทิติย์แนะนำเลยว่าควรต้องมาตั้งแต่เช้าตรู่ มายืนชมพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นท่ามกลางไอระเหยจากน้ำร้อน ก็เป็นภาพที่สวยงามมากจนต้องตราตรึงใจไปอีกนานกันไปเลย ฤดูที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและมีอากาศเย็นสบาย คือช่วงเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ อย่ามัวตะลึงกับความงดงาม และถ่ายรูปจนเพลินนะ เพราะที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนนี้ยังมีกิจกรรมที่ฮอตฮิต นั่นคือ การต้มไข่น้ำแร่นั่นเอง ต้องบอกก่อนว่าบ่อน้ำร้อนแจ้ซ้อนนี้ เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีสภาพการเกิดทางธรณีวิทยา มีกลิ่นกำมะถันอ่อน ๆ (แรก ๆ อาจจะฉุนนิหน่อยแต่อยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน) จำนวนทั้งหมด 9 บ่อ ตั้งอยู่รวมกันในบริเวณพื้นที่ทำการอุทยาน น้ำแร่ที่นี่มีอุณหภูมิสูง ถึง 70 – 80 องศาเซลเซียส จึงสามารถแช่ไข่ให้สุกได้ภายใน 15 นาที ไข่แดงจะแข็งไม่มาก มีรสชาติมันอร่อย ส่วนไข่ขาวจะเหลวคล้ายไข่เต่า ดูดกรึบเข้าไปทีเดียวได้เลย เรามักจะเห็นชาวบ้านแถวนี้พาครอบครัวมาต้มไข่ยามเช้า และพกแม็คกี้คู่หูความอร่อยที่ทานพร้อมกับไข่ต้มมาด้วย ส่วนร้านอาหารแถวนี้ก็จะนำไข่มาปรุงเป็นเมนูประจำถิ่น ชื่อว่า “ยำไข่น้ำแร่” และไม่นานเมื่ออาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้าบรรยากาศที่ว่าเย็นตอนช่วงเช้าก็เริ่มร้อนเพราะไอแดด แต่ว่าบ่อน้ำร้อนนี่ก็ยังมีความสวยงามอยู่ ลองถอยออกมาสักหน่อยก็จะเห็นความงามของบ่อทั้ง 9 ได้เต็มๆตากัน นอกจากบ่อน้ำร้อนที่ขึ้นชื่อติดอันดับของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกด้วย

1. น้ำตกแจ้ซ้อน เป็นน้ำตกที่กำเนิดจากลำน้ำแม่มอญ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีแอ่งน้ำรองรับอยู่ตลอดสาย ไหลตกลงมาเป็นชั้น ๆ มี 6 ชั้น อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 1 กิโลเมตร มีทางเดินไปสะดวกและมามารถเดินจากบ่อน้ำพุร้อนไปถึงน้ำตกได้ น้ำตกแม่มอญ เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลแรงจากชะง่อนผาสูงลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง น้ำจะตกลมาเป็นช้น ๆ สวยงาม ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ ระหว่างทางจะพบกับธรรมชาติที่สวยงาม

2. เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแจ้ซ้อน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง โดยเส้นทางจะผ่านจุดสื่อความหมาย 19 จุด ผ่านสภาพป่าและพรรณไม้ที่น่าสนใจหลายชนิด รวมถึงอาจพบสัตว์หายากอย่างนกเขนเทาหางแดง และปลาปุงแห่งลำห้วยแม่มอญ เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับผู้สนใจศึกษาพรรณไม้ต่าง ๆ เช่น ต้นก๋ง กวาวเครือ หรือ ยางปาย ศึกษาระบบนิเวศน์ เช่น วงจรชีวิตหนอนรถด่วน และสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบลานน้ำพุร้อน เช่น อะไรทำให้เกิดบ่อน้ำพุร้อน ทำไมน้ำพุร้อนทำให้ไข่แดงสุกแต่ไข่ขาวเหลว หรือจั๊กจั่นน้ำแร่ เป็นอย่างไร (จั๊กจั่นน้ำแร่จะมีชุกในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม) โดยจะเริ่มต้นเดินทางตั้งแต่ลานบ่อน้ำพุร้อนจนถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แล้ววกกลับมาทางใหม่อีกจนถึงลานน้ำพุร้อน

3. แอ่งน้ำอุ่น ตั้งอยู่ติดกับบ่อน้ำพุร้อน เป็นแอ่งน้ำที่เกิดจากการไหลมาบรรจบกันของน้ำพุร้อน และน้ำเย็นที่มาจากน้ำตกแจ้ซ้อน ทำให้เกิดเป็นน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิเหมาะแก่การแช่อาบ ส่วนห้องอาบน้ำแร่ มีทั้งห้องอาบแช่ สำหรับ 3-4 คน ห้องรวมแบบตักอาบและบ่อสำหรับแช่อาบกลางแจ้ง น้ำแร่ที่ใช้ต่อท่อโดยตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อน มีอุณหภูมิน้ำแร่ประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส

หากใครเดินเที่ยวจนทั่วและเมื่อยเท้าละก็ลองมาแช่น้ำอุ่นดู หรือใครเมื่อยทั้งตัวก็แนะนำให้เข้าห้องอาบน้ำแร่ได้เลย นอกจากจะช่วยบำบัดความเมื่อยล้าของร่างกายแล้ว ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิด เช่น กลาก เกลื้อน ผื่นคัน และยังช่วยบรรเทาอาการของโรคเกี่ยวกับกระดูกได้อีกด้วย แต่น้ำแร่จากที่นี่ไม่สามารถใช้ดื่มได้นะครับ เพราะมีแร่ธาตุบางชนิดสูงกว่ามาตรฐาน

4.น้ำตกแม่ขุน อยู่ใกล้กับน้ำตกแม่มอญ มีลักษณะเป็นน้ำตกสายยาว สูงประมาณ 100 เมตร ไหลลงมาบรรจบกับน้ำตกแม่มอญ ต้องเดินเท้าจากที่ทำ การอุทยานฯ 5 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำทาง

5.ถ้ำผางาม ห่างจากที่ว่าการอำเภอวังเหนือ 8 กิโลเมตร อยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์ฯ ที่ แจ้ซ้อน 3 (ผางาม) หน่วยนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 60 กิโลเมตร มีถ้ำที่สามารถเข้าไปศึกษาและท่องเที่ยวได้ เช่น ถ้ำฟางาม ถ้ำน้ำ ถ้ำหม้อ เป็นต้น…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม หนาวนี้ใครยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวหน้าหนาวที่ไหนดี

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม

หนาวนี้ใครยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวหน้าหนาวที่ไหนดี วันนี้ขอนำเสนอ ม่อนแจ่ม หรือ ดอยม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย เพราะตอนนี้ ม่อนแจ่ม เชียงใหม่ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของอำเภอแม่ริมไปซะแล้ว ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม มองเห็นวิวทิวเขาซับซ้อน แถมยามค่ำคืนฟากฟ้าแวดล้อมไปด้วยดวงดารา ส่องแสงประกายระยิบระยับ
แหม…เกริ่นความงดงามมาซะขนาดนี้ คงไม่มีใครไม่อยากลองไปสัมผัส ม่อนแจ่ม อะ ๆ แต่ก่อนทะยานขึ้นเขา เราต้องไปทำความรู้จักกับ ม่อนแจ่ม และ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ดินแดนแห่งขุนเขากันซะก่อน

พาแอ่วม่อนแจ่มให้ม่วนใจ๋
ม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นป่ารกร้าง ต่อมาชาวบ้านเข้ามาแผ้วถางและปลูกฝิ่น ในที่สุดโครงการหลวงได้มาขอซื้อพื้นที่เข้าโครงการหลวงหนองหอย โดยได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ สนับสนุน ส่งเสริมสร้างรายได้และอาชีพของชาวบ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยพืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ ม่อนแจ่มในวันนี้จึงเป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวรับลมหนาว แต่เป็นพื้นที่แห่งองค์ความรู้ทางการเกษตรที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย อากาศที่ม่อนแจ่มเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยคือเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ น่าแปลกที่ว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าม่อนแจ่มในช่วงหน้าหนาวนั้นดูน่ารักมากเป็นพิเศษ ยิ่งในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ คุณจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่สลับเรียงตัวอย่างสวยงาม หมอกสีขาวโพลนที่บ้างลอยแน่นิ่ง บ้างก็ไหลเอื่อยเมื่อโดนเข้ากับกระแสลม นี่คงจะเป็นความสุนทรียะที่หาไม่ได้จากช่วงฤดูกาลอื่น ในยามที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าและความมืดเข้าปกคลุมรอบ ทันทีที่แหงนหน้ามองฟ้าเราจะพบกับทะเลดาวที่ต่างแข่งกันส่องแสง จนทำเอาคนดูอย่างเราเลือกไม่ถูกว่าจะหันไปมองดวงไหนก่อนดี บรรยากาศทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้คุณตกหลุมรักม่อนแจ่มได้อย่างไม่ยากเย็น

ทำอะไรดีที่ม่อนแจ่ม ?

เสน่ห์ของม่อนแจ่มคงหนีไม่พ้นการไปซึมซับบรรยากาศความหนาวเย็นบนยอดดอย ทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง (แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม) แต่นั่นไม่อาจทำให้คุณรู้จักม่อนแจ่มได้ดีขึ้น และถ้าคุณอยากรู้จักม่อนแจ่มให้มากขึ้น คุณจะต้องรู้สึกถึงการใช้ชีวิตที่ม่อนแจ่มด้วย สิ่งที่น่าสนใจของการมาเที่ยวม่อนแจ่มนอกเหนือจากการนอนเต็นท์ สูดอากาศบริสุทธิ์แล้วนั้น คือการเยี่ยมชม “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตร ทำหน้าที่แนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ มีผลให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น
นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ชีวิตชาวบ้านท้องถิ่นควบคู่ไปกับวิถีเกษตรกรรม ตลอดจนชมแปลงสาธิตพืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ เช่น อาติโช๊ค แปลงสมุนไพรเลมอนทาร์ม มิ้น คาร์โมมายด์ โรสแมรี่ ไม้ผล เช่น พลัม องุ่นไร้เมล็ด สตรอว์เบอร์รีพันธุ์ 80 การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เช่น โอ้คลีฟแดง และผักตระกูลสลัด มะเขือเทศดอยคำ ฯลฯ
ดื่มด่ำกับความงดงามของทัศนียภาพกันพักใหญ่ ท้องไส้ก็เริ่มร้องหาอาหารอร่อย ๆ อ๊ะ ๆ ไม่ต้องมองไปไหนไกล ที่ม่อนแจ่มมีร้านอาหารที่นำผลิตผลท้องถิ่นที่ปลูกเอง มาปรุงให้รับประทานกันด้วย ผัก ๆ สด ๆ หวานกรอบ หาชิมยากในเมืองกรุง และถ้ากินอิ่มแล้วอยากยืดแข้งขืดขาก็สามารถไปเดินชมแปลงสตรอว์เบอร์รีผลสีแดงสด

ในบริเวณไม่ไกลจากม่อนแจ่มยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ณ ดอยม่อนล่อง มีลักษณะเป็นหน้าผาหินสูงชัน ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ถึงแม้ว่าเส้นทางไปดอยม่อนล่องอาจจะสมบุกสมบันเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้คุณพลาดที่จะทำความรู้จักกับธรรมชาติให้ลึกซึ้งมากขึ้น

นอกเหนือจากวิถีแห่งธรรมชาติ วิถีความเป็นชนบทของคนที่นี่ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน น่าแปลกใจที่ว่าชาวบ้านที่นี่สามารถกลมกลืนเข้ากับกับนักท่องเที่ยวได้ไม่ยากเย็น คงเป็นเพราะมิตรจิตรมิตรใจที่มีให้กันระหว่างชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ทั้งยังกิจกรรมให้ทำมากมายจนคุณรู้สึกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชาวบ้านที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นล้อเลื่อน สวมใส่เสื้อชุดชาวเขา หรือการอุดหนุนซื้อของที่ระลึกกลับไปเป็นของฝาก เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า ผ้าพันคอ เครื่องประดับ ถ้าเป็นอาหารก็คือผักสลัด มันเผา พริกหยวก เป็นต้น

ที่พักม่อนแจ่ม

การพักที่ม่อนแจ่มมีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งแบบรีสอร์ท บ้าน และกางเต็นท์ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมนอนกางเต็นท์มากกว่า เพราะรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด เพียงแค่รูดซิปเต็นท์ลงคุณก็จะได้เห็นทะเลหมอกลอยอยู่เบื้องหน้า อีกทั้งยังราคาไม่แพง แถมยังใกล้จุดชมวิว ยิ่งถ้าเป็นช่วงใกล้สิ้นปี ใครที่อยากนอนเต็นท์ต้องรีบโทรมาจองตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งหากจองไม่ทันก็ต้องอาศัยจองที่พักในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอยู่ห่างจากม่อนแจ่มไปไม่มากนัก

ม่อนแจ่ม แคมปิ้ง รีสอร์ท เป็นที่พักอยู่ในส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย แน่นอนว่าด้วยทำเลที่ตั้งของที่พักบนพื้นที่สันเขาทำให้คุณสามารถสูดสายลมเย็น ๆ ได้เต็มสองปอด ทั้งยังมองเห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างไกลได้อย่างสุดลูกหูลูกตา ชมทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน ดวงดาวทั้งบนฟ้าและพื้นดิน (แสงไฟจากบ้านเรือนข้างล่าง) นี่จึงเป็นบรรยากาศโรแมนติกระดับห้าดาวที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว…

อ่านต่อ →

งานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม

งานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน พร้อมกับลิ้มรสอาหารทะเลอร่อย ๆ ไม่ควรพลาดกับงานเทศกาลล่องเรือกินปู

งานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน

ใครอยากหาที่เที่ยวกรุงเทพฯ พร้อมกับลิ้มรสอาหารทะเลอร่อย ๆ ไม่ควรพลาดกับงานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน ประจำปี 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม ณ บริเวณสนามกีฬาโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ภายในงานคุณจะได้ชิมอาหารทะเลสดจากร้านอาหารชื่อดังย่านบางขุนเทียน เลือกซื้อสินค้าชุมชนและสินค้าราคาถูกส่งตรงจากโรงงานมากมายไม่อั้น สำหรับรายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น เรามีมาบอกแล้ว…โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของเขตบางขุนเทียน อีกทั้งเป็นการสร้างงานกระจายรายได้สู่ชุมชน ส่งเสริมฟื้นฟูมรดกทางปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่เขตบางขุนเทียน ตลอดจนส่งเสริมการฟื้นฟูป่าชายเลนตามนโยบายของผู้บริหารกรุงเทพฯ
ภายในงานสนุกไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่
– การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน
– ชิมอาหารทะเลจากร้านจำหน่ายอาหารทะเลสดชื่อดังย่านบางขุนเทียน
– การจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากโรงงานในพื้นที่เขตบางขุนเทียน
– กิจกรรมปั่นจักรยาน ล่องเรือชมป่าชายเลนบางขุนเทียนและหลักเขตกรุงเทพฯ
– เยี่ยมชมดูวิถีชาวทะเลของชาวบางขุนเทียน
– นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย
ใครที่อยากลิ้มรสอาหารทะเลสด ๆ แต่ไม่อยากเดินทางไปต่างจังหวัดไกล ๆ ยังไงก็ลองแวะมาเที่ยวงานเทศกาลล่องเรือกินปู ดูวิถีชาวทะเลบางขุนเทียน ประจำปี 2563 กันดู รับรองเลยว่าเต็มอิ่ม จุใจ รับรองทั้งคุณภาพและความอร่อย ไม่เสียชื่อบางขุนเทียนแน่นอน…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ กับเทศกาลชมดอกวิสทีเรีย 2020 ณ Ashikaga Flower Park เมืองอาชิคางะ จังหวัดโทะชิงิ

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ห้ามพลาด ซึ่งปีนี้มีอุโมงค์ดอกไม้ให้ได้ชมมากถึง 4 สีสัน พร้อมแนะนำสถานที่ชมดอกวิสทีเรียจุดอื่น ๆ

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ช่วงเดือนปลายเมษายนเป็นช่วงที่หลาย ๆ พื้นที่ของญี่ปุ่นอากาศเริ่มอุ่นขึ้น ใบไม้ผลิใบสีเขียวสดชื่น ดอกไม้แง้มกลีบเบ่งบานสวยงาม

เป็นช่วงหลังจากเทศกาลชมดอกซากุระ ถ้าใครพลาดชมซากุระก็แนะนำให้ไปเที่ยวชมดอกไม้หน้าร้อนกันต่อ หนึ่งในนั้นก็คือ เทศกาลชมดอกวิสทีเรีย ในญี่ปุ่นนิยมปลูกให้เลื้อยไปบนโครงหลังคา จึงทำให้ดอกห้อยระย้าสวยงาม บางแห่งเป็นอุโมงค์ดอกวิสทีเรียสวยสะกดใจ กลายเป็นที่เที่ยวญี่ปุ่นห้ามพลาดไปเลย วันนี้เราก็เลยจะมาแนะนำสถานที่ชมดอกวิสทีเรียที่ Ashikaga Flower Park กัน สำหรับที่ Ashikaga Flower Park เมืองอาชิคางะ จังหวัดโทะชิงิ ได้เผยกำหนดการการจัดงานเทศกาลชมดอกวิสทีเรีย 2020 (The Great Wisteria Festival 2020) ออกมาแล้ว ซึ่งจะอยู่ระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 20 พฤษภาคม 2563 โดยทางสวน Ashikaga Flower Park ได้เตรียมความงดงามของดอกไม้ไว้ให้นักท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสวนจะมีต้นวิสทีเรียอยู่มากกว่า 350 ต้น โดยไฮไลต์ของงานนี้จะอยู่ที่ต้นที่ใหญ่ที่สุด มีอายุมากกว่า 150 ปี โดยกิ่งก้านและช่อดอกแผ่ขยายออกไปได้ไกลเท่ากับการปูเสื่อทาทามิมากถึง 600 ผืนเลยทีเดียว และยังมีอุโมงค์ดอกวิสทีเรียอีกหลายอุโมงค์ มีทั้งสีม่วง สีชมพู สีขาว และสีเหลือง โดยอุโมงค์ที่ยาวที่สุดจะยาวประมาณ 80 เมตร ช่วงที่ดอกวิสทีเรียบานเต็มที่ก็จะเผยให้เห็นช่อดอกที่ห้อยระย้าลงมาตามโครงที่ทำไว้ ผลิกลีบดอกสวยงามแน่นฟูฟ่องราวกับอุโมงค์ดอกไม้ในเทพนิยาย ความน่าสนใจอีกอย่างของที่นี่ก็คือ มีการเปิดให้เข้าเที่ยวชมในช่วงกลางคืน ซึ่งจะเปิดไฟส่องสว่างไปยังอุโมงค์ดอกไม้ ยามที่สายลมพัดเบา ๆ ก็พาช่อดอกวิสทีเรียปลิวไสวล้อไปกับแสงไฟระยิบระยับ ถ้าได้ใส่ชุดยูกาตะเดินเที่ยวชม บรรยากาศก็คล้ายกับได้ย้อนกลับไปสู่การชมดอกไม้ในช่วงยุคเอโดะเลยล่ะ นอกจากนี้ในช่วงเดียวกัน ก็มีกุหลาบพันปี (Azaleas) ที่จะบานสะพรั่งมากกว่า 5,000 ต้น หลากหลายสีสันให้ได้ชมด้วย…

อ่านต่อ →