พาไปเที่ยว โกะชิคินุมะ ทะเลสาบสีมรกตแห่งเมืองฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

โกะชิคินุมะ  เชื่อว่าสีเหล่านั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ว่ากันว่าปัจจัยที่ทำให้สีของน้ำแตกต่างกัน

ถ้าหากเพื่อนๆ เป็นนักท่องเที่ยวสายลุยที่หลงใหลในความงามอันน่าพิศวงของธรรมชาติ ต้องไม่ควรพลาดไปเยือนบึงห้าสี หรือ “โกะชิคินุมะ” ที่จ.ฟุคุชิมะ สักครั้งในชีวิต แต่ถ้าจะให้พูดตามความจริง สถานที่แหล่งนี้ไปแค่ครั้งเดียวไม่พออย่างแน่นอน เพราะภาพวิวที่คุณจะเห็นแต่ละครั้งนั้นแทบไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง! มารู้จักกับ “โกะชิคินุมะ” บึงน้ำห้าสีสุดลึกลับที่ไปครั้งเดียวไม่เคยพอกันค่ะ

โกะชิคินุมะ (Goshikinuma Ponds) เป็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ที่จ.ฟุคุชิมะ ในทางตอนเหนือของโตเกียวในภูมิภาคโทโฮคุ ที่ประกอบด้วยบึงที่สวยงามอย่างมากมาย ได้แก่ บิชาโมนุมะ (Bishamonuma), อาคานุมะ (Akanuma), มิโดโรนุมะ (Midoronuma), ทัตสึนุมะ (Tatsunuma), เบนเทนุมะ (Bentenuma), รุรินุมะ (Rurinuma), อาโอนุมะ (Aonuma) และยางินุมะ (Yaginuma) สถานที่แห่งนี้ได้รับการรีวิว 1 ดาว จากมิชลินกรีนไกด์ในปี 2016 ด้วย

ชื่อโกะชิคินุมะหรือบึงน้ำห้าสีมาจากน้ำในแต่ละบึงซึ่งมีสีที่แตกต่างผสมกันอยู่อย่างสวยงาม มีทั้งสีเขียวมรกต, สีน้ำเงินโคบอลต์, สีน้ำเงินสีเขียวขุ่น, สีฟ้ามรกตและสีฟ้าพาสเทล ทำให้ที่นี่ถูกเรียกว่า “บึงลึกลับ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งบึงอาโอนุมะ ที่มีสีสวยงามจนหลายคนไม่อยากจะเชื่อว่าสีเหล่านั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ว่ากันว่าในปัจจัยที่ทำให้สีของน้ำแตกต่างกันนั้นเกิดจากสภาพอากาศตามฤดูกาล มุมมอง และสารภูเขาไฟที่อยู่ในน้ำ โดยสีอาจจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือสภาพอากาศของเวลาในวันนั้นๆ ดังนั้นการมาเยี่ยมชมที่นี่ในแต่ละครั้งเราจะได้รับชมบรรยากาศและความสวยงามที่มีความแตกต่างกันออกไป ไปครั้งเดียวคงไม่พออย่างแน่นอน…

อ่านต่อ →

เกาะป๊อปคอร์น บรรยากาศสวยๆ มาให้เราชมกัน บรรยากาศโดยรอบของจุดกางเต็นท์นั้นถือว่าชิลมากๆ

เกาะป๊อปคอร์น  เป็นบรรยากาศที่ดูเงียบสงบ งดงามและอิสระ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติจริงๆ

ถ้าหากคุณเป็นนักท่องเที่ยวสายกางเต็นท์ที่กำลังมองหาโลเคชันดิบๆ มีสถานที่ใหม่ๆ ในการออกผจญภัยกางเต็นท์ดื่มด่ำกับธรรมชาติ ที่คุณไปพบกับรีวิว เกาะป๊อปคอร์น เป็นจุดกางเต็นท์กลางน้ำที่ทะเลสาบฮาลา-บาลา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ที่ได้มีการมาแนะนำให้รู้จักกัน

เกาะป๊อปคอร์นคือสถานที่ท่องเที่ยวที่รู้จักกันในหมู่ชาวบ้านในเขตผืนที่เขื่อนบางลาง และทะลาสาบฮาลา-บาลา อย่างแท้จริงแล้วเกาะแห่งนี้มีชื่อว่า “ปูลายาฆง” เป็นภาษามลายูที่แปลว่าเกาะข้าวโพด เนื่องจากนี้ที่ได้มีการว่าในอดีตนั้นชาวบ้านจะเดินทางมาที่เกาะแห่งนี้เพื่อเป็นการปลูกข้าวโพด ภายหลังได้นำชื่อภาษาอังกฤษมาตั้งเพื่อให้ง่ายต่อการจำของนักท่องเที่ยวจนเปลี่ยนมาเป็นชื่อเกาะป๊อปคอร์นดั่งเช่นทุกวันนี้

ซึ่งทางเพจ ก็ได้เดินทางไปกางเต็นท์บนเกาะป๊อปคอร์นแห่งนี้และเก็บภาพบรรยากาศสวยๆ มาให้เราชมกัน บรรยากาศโดยรอบของจุดกางเต็นท์นั้นถือว่าชิลอย่างมาก สามารถมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ผืนน้ำที่ทอดยาวไปจรดขุนเขาไกลสุดลูกตา เป็นบรรยากาศที่ดูเงียบสงบ ที่มีความงดงามและอิสระ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติจริงๆ

ถ้าหากใครอยากจะดูข้อมูลการกางเต็นท์บนเกาะป๊อปคอร์นอย่างละเอียดสามารถไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่ลิงค์ต่อไปนี้เลยครับ รีวิวเกาะป๊อปคอร์น…

อ่านต่อ →

เกาะมัดสุม หรือเกาะหมู จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกหนึ่งที่เที่ยวทะเลสวย ๆ ของไทย

เกาะมัดสุม   ราวกับเป็นแดนสวรรค์แห่งอ่าวไทย ควรคู่แก่การไปพักผ่อน

เกาะมัดสุม ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะสมุย เป็นเกาะขนาดเล็ก ที่มีความเงียบสงบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้อย่างสมบูรณ์

ทั้งหาดทรายขาว น้ำทะเลใส ตลอดจนปะการังตลอดแนวชายฝั่ง เมื่อใดก็ตามที่เอาเท้าแตะพื้นทราย

ก็ได้มีความรับรู้ได้ถึงความพิเศษและความอะเมซิ่งที่เกาะนี้มอบให้กับคุณ…

อ่านต่อ →

เชียงใหม่ ชวนเที่ยว ‘ทุ่งหญ้าสะวันนา’ ชมวิว 360 องศา บนดอยแม่โถ

ชวนเที่ยว  ทุ่งหญ้าสะวันนา ชมวิวแบบ 360 องศา บนดอยแม่โถ จ.เชียงใหม่

ทุ่งหญ้าผืนกว้างที่ปกคลุมยอดดอยแม่โถ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังเขียวขจีในช่วงฤดูฝน จุดนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติรอบตัวแบบ 360 องศา ที่กำลังจะถูกเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอ.ฮอด โดยนายจิรายุ งอกงาม นายก อบต.บ่อสลี อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ตรวจความที่ต้องมีความพร้อมเพื่อเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าทุ่งหญ้าสะวันนาบนยอดดอย หรือ ทุ่งหญ้า 360 องศา

ทุ่งหญ้าแห่งนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่น ๆ เพราะนักท่องเที่ยวขึ้นไปแล้วสามารถมองทิวทัศน์ที่สวยงามรอบในทางด้านได้ถึง 360 องศา ยิ่งเป็นการช่วงกรีนซีซั่นจะเห็นท้องฟ้าสีครามตัดกับผืนหญ้าเขียวขจี ในบางครั้งจะมีเมฆฝนพัดผ่านมาจึงทำให้เกิดความสวยงามของธรรมชาติที่รังสรรค์ ขึ้นจึงเป็นที่ชื่นชอบ ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปเที่ยวชมอย่างไม่ขาดสาย ในทางด้าน อบต.จึงได้มีการเตรียมพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอ คาดเปิดเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้

สำหรับเส้นทางเข้าสู่ทุ่งหญ้าสะวันนาดอยแม่โถ เดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปตามถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ระยะทาง 80 กิโลเมตร ถึงอำเภอฮอด แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนสายฮอด-แม่สะเรียง จนมาถึงปากทางแยกเข้าหมู่บ้านกองลอย ขึ้นสู่ดอยแม่โถ ระยะ 16 กิโลเมตร ถึงพื้นที่ทุ่งหญ้าสะวันนาหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.081-884 9919…

อ่านต่อ →

จะพาทุกคนไปชมกันในวันนี้ กับ น้ำตกช่องลม ดินแดนอันเขียวขจีที่ซ่อนตัวอยู่ในเขื่อนขุนด่านปราการชล

น้ำตกช่องลม ดินแดนอันเขียวขจีแห่งนครนายก

การเข้าสู่ในช่วงหน้าฝน ช่วงเวลาแห่งความชุ่มฉ่ำของธรรมชาติ ที่มีความเขียวขจีที่รอให้ทุกคนได้ไปสัมผัส ดั่งเช่นสถานที่ จะได้พาทุกคนไปชมกันในวันนี้ กับน้ำตกช่องลม ดินแดนอันเขียวขจีที่ซ่อนตัวอยู่ในเขื่อนขุนด่านปราการชล

สำหรับหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าภายในเขื่อนขุนด่านปราการชลนั้นที่เราสามารถล่องเรือเข้าไปเพื่อเป็นการเที่ยวชมชมธรรมชาติด้านในได้อีกด้วย โดยทางด้านในเขื่อนขุนด่านปราการชลนั้นจะได้มีจุดเช็กอินให้เที่ยวกันอยู่ 3 นั้นเป็นจุดนั่นก็คือน้ำตกผางามงอน น้ำตกคลองคราม และน้ำตกช่องลม ซึ่งจุดไฮไลท์ที่เราอยากจะได้มีการแนะนำให้ทุกคนไปเที่ยวชมกันในวันนี้ก็คือน้ำตกช่องลมนั่นเอง

ในช่วงนี้ภายในเขื่อนมีปริมาณน้ำน้อยจนแผ่นดินที่ได้ตั้งอยู่บริเวณน้ำตกช่องลมนั้นผุดขึ้นมาจึงกลายเป็นพื้นดินสีเขียวขจีที่ถูกคลุมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ามองดูแล้วสดชื่นมากๆ ที่ได้มีสายน้ำไหลผ่านตรงกลาง เป็นภาพความมหัศจรรย์จากธรรมชาติที่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ไปเที่ยวต่างประเทศเลย

ที่สามารถเดินเล่นถ่ายรูปบริเวณนี้กันได้อย่างเพลินๆ ถ่ายภาพออกมามุมไหนก็ดูสวยงามอย่างมาก เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนักเดินทางมาได้ง่าย และเหมาะจะใช้เป็นสถานที่ฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้าด้วยธรรมชาติได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเรือโดยสารชมน้ำตก : 1,500 – 2,000 บาท
ที่ตั้ง : ด้านในเขื่อนขุนด่านปราการชล ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก
ติดต่อล่องเรือ : 089 933 8749…

อ่านต่อ →

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ถ้าเราพูดถึงน้ำตกในจังหวัดกาญจนบุรี มีอีกที่หนึ่งที่ความสวยไม่แพ้กัน

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น  ทริปหน้าร้อน ต้องแช่น้ำเย็นๆไปกางเต็นท์อยู่ริมน้ำตกที่ “ห้วยแม่ขมิ้น” จังหวัดการญจนบุ

ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมี สภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด น้ำตกไหลมา จากต้นน้ำของเทือกเขากะลาซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้ง ในทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ ถือว่าเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น โดยแบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น เช่น ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า ในแต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ในทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี

การเดินทางไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จังหวัดนครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม.จะพบสะพาน ลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม. ท่านจะพบสี่แยกให้เลี้ยว ขวาแยกซ้ายไปบ้านโป่ง เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่งเสี้ยนให้ขับไปทางอ.ศรีสวัสดิ์ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3199 ตัดไปออกเขื่อนท่าทุ่งนา วิ่งไปน้ำตกเอราวัณ ผ่านถ้ำพระธาตุ ทางลาดยางถึงห้วยขมิ้น
– ทางแพขนานยนต์
โดยท่านจะต้องขึ้นทางชันที่เขียนว่าแพขนานยนต์ จากนั้นให้ขับไปตาม ทางเรื่อย ๆ ตามถนนเส้นหลักสุดทางจะเป็นแพขนานยนต์ และสามารถขับรถไปบนแพขนานยนต์ เพื่อข้ามฝั่ง(ข้ามฝั่งตรงนี้ใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน 10 นาที) หลังจากขึ้นจากแพ แล้วให้ขับตามทาง ลาดยางมา ประมาณ 10 กม. จะพบกับป้ายบอกทางไป น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ทางจะเป็นลูกลังขับตามทางประมาณ 5 กม.ก็จะพบกับ แพขนานยนต์อีกที่หนึ่งใช้เวลาข้าม ประมาณ 1.30 ชม. ก็จะถึงฝั่ง หลังจากขึ้นจากฝั่งให้ท่านขับตามป้าย น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นประมาณอีก 5 กม. ก็จะ ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และที่นั่นก็จะเป็นตัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
โดยรถสาธารณะ
จากเมืองกายจนบุรีขึ้นรถสองแถวจากบริเวณวัดทุ่งลาดหญ้าในเขตอำเภอเมือง ผ่านบ้านต้นมะพร้าว บ้านน้ำมุด พุดตาเซียน ถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น รถออกเวลาประมาณ 12.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง (หมายเหตุ – เวลารถโดยสารอาจ เปลี่ยนแปลงได้)…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม หนาวนี้ใครยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวหน้าหนาวที่ไหนดี

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย

สถานที่ท่องเที่ยว ม่อนแจ่ม

หนาวนี้ใครยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวหน้าหนาวที่ไหนดี วันนี้ขอนำเสนอ ม่อนแจ่ม หรือ ดอยม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย เพราะตอนนี้ ม่อนแจ่ม เชียงใหม่ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของอำเภอแม่ริมไปซะแล้ว ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม มองเห็นวิวทิวเขาซับซ้อน แถมยามค่ำคืนฟากฟ้าแวดล้อมไปด้วยดวงดารา ส่องแสงประกายระยิบระยับ
แหม…เกริ่นความงดงามมาซะขนาดนี้ คงไม่มีใครไม่อยากลองไปสัมผัส ม่อนแจ่ม อะ ๆ แต่ก่อนทะยานขึ้นเขา เราต้องไปทำความรู้จักกับ ม่อนแจ่ม และ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ดินแดนแห่งขุนเขากันซะก่อน

พาแอ่วม่อนแจ่มให้ม่วนใจ๋
ม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นป่ารกร้าง ต่อมาชาวบ้านเข้ามาแผ้วถางและปลูกฝิ่น ในที่สุดโครงการหลวงได้มาขอซื้อพื้นที่เข้าโครงการหลวงหนองหอย โดยได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ สนับสนุน ส่งเสริมสร้างรายได้และอาชีพของชาวบ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยพืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ ม่อนแจ่มในวันนี้จึงเป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวรับลมหนาว แต่เป็นพื้นที่แห่งองค์ความรู้ทางการเกษตรที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย อากาศที่ม่อนแจ่มเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยคือเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ น่าแปลกที่ว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าม่อนแจ่มในช่วงหน้าหนาวนั้นดูน่ารักมากเป็นพิเศษ ยิ่งในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ คุณจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่สลับเรียงตัวอย่างสวยงาม หมอกสีขาวโพลนที่บ้างลอยแน่นิ่ง บ้างก็ไหลเอื่อยเมื่อโดนเข้ากับกระแสลม นี่คงจะเป็นความสุนทรียะที่หาไม่ได้จากช่วงฤดูกาลอื่น ในยามที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าและความมืดเข้าปกคลุมรอบ ทันทีที่แหงนหน้ามองฟ้าเราจะพบกับทะเลดาวที่ต่างแข่งกันส่องแสง จนทำเอาคนดูอย่างเราเลือกไม่ถูกว่าจะหันไปมองดวงไหนก่อนดี บรรยากาศทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้คุณตกหลุมรักม่อนแจ่มได้อย่างไม่ยากเย็น

ทำอะไรดีที่ม่อนแจ่ม ?

เสน่ห์ของม่อนแจ่มคงหนีไม่พ้นการไปซึมซับบรรยากาศความหนาวเย็นบนยอดดอย ทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง (แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม) แต่นั่นไม่อาจทำให้คุณรู้จักม่อนแจ่มได้ดีขึ้น และถ้าคุณอยากรู้จักม่อนแจ่มให้มากขึ้น คุณจะต้องรู้สึกถึงการใช้ชีวิตที่ม่อนแจ่มด้วย สิ่งที่น่าสนใจของการมาเที่ยวม่อนแจ่มนอกเหนือจากการนอนเต็นท์ สูดอากาศบริสุทธิ์แล้วนั้น คือการเยี่ยมชม “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตร ทำหน้าที่แนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ มีผลให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น
นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ชีวิตชาวบ้านท้องถิ่นควบคู่ไปกับวิถีเกษตรกรรม ตลอดจนชมแปลงสาธิตพืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ เช่น อาติโช๊ค แปลงสมุนไพรเลมอนทาร์ม มิ้น คาร์โมมายด์ โรสแมรี่ ไม้ผล เช่น พลัม องุ่นไร้เมล็ด สตรอว์เบอร์รีพันธุ์ 80 การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เช่น โอ้คลีฟแดง และผักตระกูลสลัด มะเขือเทศดอยคำ ฯลฯ
ดื่มด่ำกับความงดงามของทัศนียภาพกันพักใหญ่ ท้องไส้ก็เริ่มร้องหาอาหารอร่อย ๆ อ๊ะ ๆ ไม่ต้องมองไปไหนไกล ที่ม่อนแจ่มมีร้านอาหารที่นำผลิตผลท้องถิ่นที่ปลูกเอง มาปรุงให้รับประทานกันด้วย ผัก ๆ สด ๆ หวานกรอบ หาชิมยากในเมืองกรุง และถ้ากินอิ่มแล้วอยากยืดแข้งขืดขาก็สามารถไปเดินชมแปลงสตรอว์เบอร์รีผลสีแดงสด

ในบริเวณไม่ไกลจากม่อนแจ่มยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ณ ดอยม่อนล่อง มีลักษณะเป็นหน้าผาหินสูงชัน ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ถึงแม้ว่าเส้นทางไปดอยม่อนล่องอาจจะสมบุกสมบันเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้คุณพลาดที่จะทำความรู้จักกับธรรมชาติให้ลึกซึ้งมากขึ้น

นอกเหนือจากวิถีแห่งธรรมชาติ วิถีความเป็นชนบทของคนที่นี่ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน น่าแปลกใจที่ว่าชาวบ้านที่นี่สามารถกลมกลืนเข้ากับกับนักท่องเที่ยวได้ไม่ยากเย็น คงเป็นเพราะมิตรจิตรมิตรใจที่มีให้กันระหว่างชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ทั้งยังกิจกรรมให้ทำมากมายจนคุณรู้สึกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชาวบ้านที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นล้อเลื่อน สวมใส่เสื้อชุดชาวเขา หรือการอุดหนุนซื้อของที่ระลึกกลับไปเป็นของฝาก เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า ผ้าพันคอ เครื่องประดับ ถ้าเป็นอาหารก็คือผักสลัด มันเผา พริกหยวก เป็นต้น

ที่พักม่อนแจ่ม

การพักที่ม่อนแจ่มมีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งแบบรีสอร์ท บ้าน และกางเต็นท์ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมนอนกางเต็นท์มากกว่า เพราะรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด เพียงแค่รูดซิปเต็นท์ลงคุณก็จะได้เห็นทะเลหมอกลอยอยู่เบื้องหน้า อีกทั้งยังราคาไม่แพง แถมยังใกล้จุดชมวิว ยิ่งถ้าเป็นช่วงใกล้สิ้นปี ใครที่อยากนอนเต็นท์ต้องรีบโทรมาจองตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งหากจองไม่ทันก็ต้องอาศัยจองที่พักในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอยู่ห่างจากม่อนแจ่มไปไม่มากนัก

ม่อนแจ่ม แคมปิ้ง รีสอร์ท เป็นที่พักอยู่ในส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย แน่นอนว่าด้วยทำเลที่ตั้งของที่พักบนพื้นที่สันเขาทำให้คุณสามารถสูดสายลมเย็น ๆ ได้เต็มสองปอด ทั้งยังมองเห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างไกลได้อย่างสุดลูกหูลูกตา ชมทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน ดวงดาวทั้งบนฟ้าและพื้นดิน (แสงไฟจากบ้านเรือนข้างล่าง) นี่จึงเป็นบรรยากาศโรแมนติกระดับห้าดาวที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่อง เขาช่องลม จ.นครนายก เดินทางเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติที่เขียวขจี

สถานที่ท่อง เขาช่องลม  สัมผัสลำธารและสายน้ำสุดชิล ดินแดนลึกลับน่าเที่ยว

สถานที่ท่อง เขาช่องลม

เขาช่องลม ที่เที่ยวนครนายกน่าเช็กอิน เดินทางเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติที่เขียวขจี สัมผัสลำธารและสายน้ำสุดชิล ดินแดนลึกลับน่าเที่ยว ไม่ไกลกรุงเทพฯ
นครนายก จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ถูกใจทุกเพศทุกวัย แต่มาถึงนครนายกทั้งทีจะให้เที่ยวแต่ที่เดิม ๆ ก็เดี๋ยวจะหมดสนุกกันไปเสียก่อน วันนี้เราเลยมีที่เที่ยวนครนายกที่น่าสนใจอีกหนึ่งที่มาแนะนำ ที่นี่ชื่อว่า “เขาช่องลม” บอกเลยว่าธรรมชาติที่นี่สวยเด็ดจนต้องยกนิ้วให้ และน่าจะถูกใจสายถ่ายรูปอยู่ไม่น้อย วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักที่เที่ยวแห่งนี้ให้มากขึ้นกัน บอกเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน เขาช่องลม ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก สถานที่แห่งนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก ธรรมชาติที่นี่จึงยังสมบูรณ์ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายกรีน ที่อยากมาสัมผัสความเขียวขจีของภูเขาและลำธารไหลเย็นกันให้ชื่นฉ่ำหัวใจ การมาเที่ยวที่ช่องเขาลมนักท่องเที่ยวจะต้องนั่งเรือ (โดยมีจุดบริการที่เขื่อนขุนด่านปราการชล) ระยะทางจากเขื่อนมาถึงเขาช่องลม ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเรือจะแวะจุดท่องเที่ยวทั้งหมดด้วยกัน 4 จุด ได้แก่ น้ำตกผางามงอน, น้ำตกคลองคราม, น้ำตกต้นน้ำ และน้ำตกช่องลม เป็นต้น ถ้าใครมาเที่ยวเขาช่องลมในช่วงหน้าฝน บอกเลยว่าคุณมีสิทธิ์ตะลึงกับธรรมชาติผืนป่าที่เขียวขจี มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียว เพลินตาเพลินใจ และมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ แบบไม่รู้เบื่อ หรือจะมานั่งเล่นแช่น้ำตกเย็น ๆ ก็ดูชิลไปอีกแบบ ว่ากันว่าช่วงที่เหมาะมาเที่ยวที่เขาช่องลมมากที่สุด ก็ต้องเป็นช่วงหน้าฝนนี่แหละ เพราะถ้ามาช่วงต้นฤดูน้ำในเขื่อนยังไม่เยอะ เรือก็จะแล่นเข้ามาไม่ได้ แต่ถ้าไม่อยากเดินเท้าไกล ๆ แนะนำว่าให้มาช่วงเดือนพฤศจิกายนจะดีที่สุด…

อ่านต่อ →

สถานที่ท่องเที่ยว ยอดเขาเทวดา จังหวัดสุพรรณบุรี กับเส้นทางเดินป่าสนุก ๆ แถมยังได้สัมผัสธรรมชาติใกล้กรุงแบบเต็ม ๆ

สถานที่ท่องเที่ยว ยอดเขาเทวดา สัมผัสสายหมอกพัดผ่านหรือนอนนับหมู่ดาวบนท้องฟ้า

สถานที่ท่องเที่ยว ยอดเขาเทวดา

ใกล้ช่วงสิ้นปีที่ลมหนาวเริ่มกำลังโชยมาแบบนี้ จะมีอะไรดีกว่าการออกเดินทางพิชิตยอดเขาสักที่ สัมผัสสายหมอกพัดผ่านหรือนอนนับหมู่ดาวบนท้องฟ้า เรียกได้ว่าเป็นความสุขที่ใกล้เพียงเอื้อมมือ และที่ที่ว่าก็อยู่แค่สุพรรณบุรีนี่เอง คราวนี้เราจะขอตามรอย คุณคนช่างเที่ยว สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสธรรมชาติ พร้อมกับชมความงดงามหลากหลายรูปแบบที่ “ยอดเขาเทวดา” ยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ทำเอาคุณต้องหลงรักความงดงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า ไอหมอก และความหนาวเย็นจนยากจะถอนตัว
ผู้หญิงธรรมดา @ ยอดเขาเทวดา (ด่านช้าง – สุพรรณบุรี)

ผู้หญิงธรรมดา … ที่แพ้ทางชัน การเข้าป่าและเดินขึ้นเขาไม่มีที่ไหนไม่เหนื่อยหรอก เพียงแต่จะเหนื่อยน้อยหรือเหนื่อยมากก็ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเส้นทางการเดิน
ยอดเขาเทวดา ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีระดับความสูง 1,123 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี จากจุดเริ่มเดินที่เชิงเขาจนถึงบนยอดเขามีระยะทางเดินประมาณ 800 เมตร แต่ !!! เป็นอะไรที่ชันและเหนื่อยมาก หาทางราบไม่เจอเลย เจอทางราบอีกทีบนยอดเขา 55+ แต่ก็นะ … ลองมาเที่ยวกันสักครั้ง เติมรสชาติให้ชีวิต … ไม่ลองไม่รู้ การเดินทาง (กรุงเทพฯ-ที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย) : จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 (บางบัวทอง-สุพรรณบุรี) จนถึงทางแยกเข้าอำเภอเดิมบางนางบวช ให้เลี้ยวซ้ายผ่านอำเภอเดิมบางนางบวช ตรงไปประมาณ 33 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 333 มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านช้าง หลังจากผ่านตัวอำเภอด่านช้าง และผ่าน อบต.วังคัน ประมาณ 1 กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงชนบท สพ.3008 ตรงไปประมาณ 18 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย
พวกเราขับรถออกจากกรุงเทพฯ ช่วงเช้า ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตยช่วงบ่าย เพราะแวะกินข้าวและซื้อเสบียงสำหรับแคมปิ้งกันคืนนี้ด้วย ที่ทำการอุทยานมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จุดกางเต็นท์ ห้องอาบน้ำ และห้องน้ำให้บริการ จุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนรถสำหรับคนที่ได้ติดต่อรถโฟร์วีลของทางอุทยาน ให้รับ-ส่งไปยังจุดกางเต็นท์เชิงยอดเขาเทวดา ซึ่งตั้งอยู่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ 3 (ตะเพินคี่) เหตุที่ควรใช้โฟร์วีลเพราะเส้นทางขึ้นไปยังหน่วยตะเพินคี่บางช่วงเป็นทางวิบาก แต่หากใครมีรถกระบะหรือรถที่กำลังแรงก็สามารถขับรถส่วนตัวขึ้นไปถึงหน่วยตะเพินคี่ได้เช่นกัน…

อ่านต่อ →

สถานท่อท่องเที่ยว ภูกระดึง จังหวัดเลย เปิดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนขึ้นไปพิชิตยอด

สถานท่อท่องเที่ยว ภูกระดึง จังหวัดเลย พร้อมดื่มด่ำและชื่นชมธรรมชาติของ

สถานท่อท่องเที่ยว ภูกระดึง จังหวัดเลย

ภูกระดึง จังหวัดเลย เปิดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนขึ้นไปพิชิตยอด พร้อมดื่มด่ำและชื่นชมธรรมชาติของภูกระดึงกันอย่างเต็มที่

“ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง” ดูจะเป็นประโยคคลาสสิกตลอดกาลสำหรับการไปเที่ยวภูกระดึง แต่กว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นผู้พิชิตภูกระดึงใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ เพราะต้องแลกทั้งหยาดเหงื่อและกำลังกายไม่ใช่น้อย หลายคนที่ยังไม่เคยไปเที่ยวภูกระดึงอาจฟังแล้วคิดในใจว่า “ลำบากขนาดนั้นเชียว ?” แล้วถ้าอยากจะไปเที่ยวภูกระดึงดูบ้าง จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ฟิตร่างกายแค่ไหน ขึ้นไปแล้วจะเจอกับอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

● 1. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง หรือภูกระดึง ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย มีระดับความสูงอยู่ระหว่าง 400-1,200 เมตร จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตร สภาพอากาศทั่วไปบนยอดภูกระดึงเย็นสบายเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อาจลดต่ำลงถึง 0 องศาเซลเซียส

● 2. ภูกระดึงไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นตลอดปี ช่วงเปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-31 พฤษภาคมของทุกปี และช่วงปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายนของทุกปี

● 3. ช่วงเปิดฤดูการท่องเที่ยวของภูกระดึงจะมีความงดงามแตกต่างกันในแต่ละเดือน ถ้าอยากเที่ยวน้ำตกให้ไปช่วงเดือนตุลาคม ช่วงนี้น้ำจะยังเยอะอยู่ ถ้าอยากเห็นใบเมเปิลต้องมาช่วงกลางเดือนธันวาคม และจะร่วงในช่วงปลายเดือนธันวาคม แต่ถ้าอยากฟินกับอากาศหนาวมาก ๆ ต้องมาช่วงปลายเดือนธันวาคม ไม่แน่ว่าคุณอาจโชคดีได้เห็นทะเลหมอกสวย ๆ และแม่คะนิ้งก็ได้

● 4. การเตรียมฟิตร่างกายและเตรียมอุปกรณ์การเดินทางให้พร้อม เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการเที่ยวภูกระดึง

– การเตรียมพร้อมร่างกาย ควรฟิตร่างกายมาให้เต็มที่ เพราะคุณต้องเดินเยอะมาก ๆ รองเท้าที่ใส่ควรเป็นรองเท้าผ้าใบพื้นหนา ทนทาน และเน้นที่ใส่สบาย

– การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ยารักษาโรค ไฟฉาย เครื่องนุ่งห่มกันหนาว ถุงเท้ากันทาก และอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ (แชมพู ยาสีฟัน สบู่) เป็นต้น ส่วนในเรื่องอาหาร นักท่องเที่ยวไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ทำอาหารไป เพราะบนนั้นมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน และมีขายเกือบทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวว่าจะอด

และไม่ต้องกลัวว่าเราจะแบกสัมภาระขึ้นไปยังไงไหว เพราะที่นี่มีบริการลูกหาบไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวเรียบร้อย
● 5. การจองที่พักบนภูกระดึง ถ้าต้องการนอนบ้านพักจะต้องเข้าไปจองล่วงหน้า 60 วัน ที่เว็บไซต์ nps.dnp.go.th หรือติดต่อฝ่ายบริการที่พัก โทร. 02 562 0760, 02 561 0777 ต่อ 1743, 1744 สำหรับใครที่ต้องการนอนเต็นท์ ทางอุทยานมีทั้งเต็นท์ไว้ให้บริการและพื้นที่กางเต็นท์รองรับอย่างเพียงพอ

● 6. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินขึ้นภูกระดึง ถ้าอยากเดินแบบสบาย ๆ ก็ควรเดินทางขึ้นภูตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นตั้งแต่เวลา 07.30-14.00 น. เพราะถ้าขึ้นเอาช่วงบ่าย ๆ อาจจะรู้สึกกดดันตัวเอง และคิดไปว่าเหมือนยิ่งเดินยิ่งไกล ยิ่งเดินไปฟ้าก็ยิ่งใกล้มืด และต้องเดินขึ้นภูเป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร บางคนใช้เวลามาก บางคนใช้เวลาน้อย ขึ้นอยู่กับความเร็วและความแข็งแรงของแต่ละคนล้วน ๆ

● 7. โดยปกตินักท่องเที่ยวมักใช้ระยะเวลาเที่ยวบนภูกระดึงทั้งหมดประมาณ 4 วัน คือวันเดินขึ้น-ลงภูอย่างละ 1 วัน เดินชมเส้นทางสายน้ำตก 1 วัน และเดินชมเส้นทางสายหน้าผา 1 วัน ซึ่งระยะเวลารวม 4 วันนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาพอเหมาะสำหรับการสัมผัสธรรมชาติบนภูกระดึงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือถ้าใครอยากหาเครื่องทุ่นแรง ที่นี่ก็มีจักรยานให้เช่า เอาไว้ปั่นไปตามที่เที่ยวจุดต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น
● 8. เส้นทางขึ้นบนยอดภูกระดึง นักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าวัดใจผ่านตั้งแต่ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอก ซำกกหว้า ซำกกไผ่ ซำกกโดน และซำแคร่ และช่วงสุดท้ายที่จะผ่านขึ้นไปยังหลังแป เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด เพราะจะต้องปีนป่ายขึ้นโขดหิน และต้องเพิ่มความระมัดระวังมากเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน แต่ถ้าใครเหนื่อยก็นั่งลงแวะพักดื่มน้ำหาของทานกันได้

● 9. แหล่งท่องเที่ยวบนภูกระดึงที่พลาดไม่ได้ เช่น ผาหมากดูก ผานาน้อย ผาเหยียบเมฆ ผานกแอ่น ผาหล่มสัก ลานพระศรีนครินทร์ (องค์พระพุทธเมตตา) น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบ สระอโนดาต เป็นต้น

● 10. กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวภูกระดึง คือการชิมอาหารร้านต่าง ๆ ไล่เรียงตั้งแต่อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง แต่ถ้าเป็นมื้อเช้าก็จะมีอาหารสำหรับรองท้อง มีทั้งโจ๊ก น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ข้าวเหนียวหมูทอด ชา กาแฟ หรือถ้าช่วงที่ไปอากาศหนาวมาก ที่นี่ก็มีหมูกระทะและหมูจุ่มร้อน ๆ เอาไว้ทานเพื่อคลายความหนาว
● 11. ไฮไลท์เด็ดอีกหนึ่งอย่างของการมาเที่ยวภูกระดึง คือการได้ชื่นชมความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน นักท่องเที่ยวคนไหนที่อยากชมพระอาทิตย์ตกดิน มักเดินทางไปที่ “ผาหล่มสัก” หรือ “ผาหมากดูก” และชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ “ผานกแอ่น” ซึ่งจะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยนำทาง ด้วยเพราะเกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายจากสัตว์ป่าได้

● 12. ปัจจุบันแม้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่ภูกระดึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี แต่เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ไม่อาจเลือนหายไป นั่นคือนักท่องเที่ยวจะได้พบกับความเงียบสงบ และมิตรภาพระหว่างทางขึ้นภู ที่เกิดขึ้นง่ายแสนง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

● 13. การเที่ยวภูกระดึงอย่างมีจิตสำนึก จะเป็นหนึ่งหนทางรักษาความสวยงามของภูกระดึงได้อย่างยั่งยืนที่สุด นักท่องเที่ยวจะต้องช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ทิ้งขยะในที่ที่จัดไว้ให้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนสัตว์ป่า ไม่แกะสลักชื่อหรือขูดขีดร่องรอยไว้ที่ต้นไม้ ก้อนหิน หรือหน้าผา…

อ่านต่อ →